
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานในที่ประชุมในวาระการอนุมัติ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวชี้แจงการตรา พ.ร.ก. ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 และศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นไปรัฐธรรมนูญ ม.172
สาระสำคัญ อ้างข้อกฎหมายกำหนดให้ตราได้เมื่อ ครม. เห็นว่าเพื่อประโยชน์รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหยิบยกเหตุผลความจำเป็นในการปรากฎฉบับนี้ กำหนดวงเงินกู้ไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า 1. วิกฤตสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแตกต่างจากกรณีกลุ่มโอเปคห้ามส่งออกน้ำมัน ทำให้น้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุช ส่งผลต่อราคาน้ำมันในโลก 2. ไทยนำเข้าน้ำมันจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางร้อยละ 50 จึงประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
และจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่มีใครคาดการณ์ได้ถึงความไม่แน่นอนความขัดแย้งของตะวันออกกลาง จะสิ้นสุดลงเมื่อเมื่อใด และอาจใช้เวลาอีกหลายปีส่งผลต่อการผลิตและส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางที่กลับสู่สภาพปกติ และอาจเป็นได้ว่าอาจจะไม่กลับเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศเกือบร้อยละ 50 เหมือนเช่นที่ผ่านมา
“ หากเราไม่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ เราจะต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนราคาพลังงานจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วย กล่าวได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนกันหลายละรอก ที่ต้องรับมืออย่างเร่งด่วนเป็นประกันสำคัญ เพื่อรับมือวิกฤตในอนาคต และจำกัดผลกระทบให้ขยายตัวในวงกว้าง จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดอันเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวต่อ ภายใต้กรอบงบประมาณประจำปีเครื่องมือทางการคลังในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้ เนื่องจากแหล่งงบประมาณที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าวมีข้อจำกัด ทำไม่ทันหากใช้งบประมาณปกติ และวิกฤตครั้งนี้มีความไม่แน่นอนสูงงบที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อผลกระทบ และงบกลาง เงินสำรองจ่ายตั้งกรอบ 99,000 ล้านบาท ครม. ใช้งบกลางดังกล่าวในการบรรเทาภัยพิบัติในหลายพื้นที่ และสถานการณ์ความไม่สงชายแดนไทยกัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐและภารกิจที่จำเป็นเร่งด่วน ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นทำให้งบรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง มีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระดังกล่าว และปัจจุบันยังจำเป็นต้องใช้จ่ายจำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติม 1.4 แสนล้านบาทที่เป็นภาระเกิดขึ้นระหว่างปี แต่งบที่เหลืออยู่ 50,000 ล้านบาทไม่เพียงพอกับภาระค่าค่าใช้จ่ายดังกล่าว
และงบประมาณปี 2569 ใช้ไป2ไตรมาสหรือร้อยละ 72 ยังมีงบประมาณที่ต้องใช้ในไตรมาส 3-4 ตามแผนคาดว่าจะมีงบคงเหลือที่จำกัด ในการทำกฎหมายโอนเงินรายจ่ายได้แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขวิกฤติพลังงาน ส่วนการใช้งบประมาณปี 2570 ก็ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่สามารถใช้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้
และมีความจำเป็นรัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศโดย ลดพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล ควบคู่การพัฒนาทักษะประชาชนรองรับการปรับโครงสร้าง การตรา พ.ร.ก. นี้เป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์โดยใช้ 3 วิธีการ เพื่อบรรลุเป้าหมายการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนเกษตรกรและผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต และและลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วที่สุดมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศ
ส่วน 3 วิธีการคือ1. การให้ความช่วยเหลือในการลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพ การประกอบอาชีพของประชาชนเกษตรกรและผู้ประกอบการ 2. สนับสนุนภาครัฐภาคเอกชนชุมชน ประชาชนทั่วไปปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก ที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่นำเข้า 3. การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมรองรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ ไปสู่การใช้พลังงานทดแทนทางเลือกที่ต้องถามควบคู่กัน
“ ในการตรา พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4แสนล้านบาท ในครั้งนี้รัฐบาลจะตระหนักถึงความห่วงใย ต่อประเด็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่าและความโปร่งใส ในการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าว รัฐบาลจึงกำหนดหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐเพื่อเป็นกรอบวินัยในการกู้เงินไว้ในกฎหมายฉบับนี้” นายอนุทินกล่าว
โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า 1. ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจในการกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศรวมไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยต้องลงนามหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 2. วัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ให้ใช้จ่ายภายใต้แผนงานหรือโครงการที่กำหนดในบัญชีท้ายพระราชกำหนดฉบับนี้ และเน้นย้ำว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามทุกวิถีทางบริหารจัดการแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีมีอยู่ แต่แหล่งเงินมีไม่เพียงพอไม่ทันสถานการณ์
ประกอบกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่จึงคาดการณ์ว่าต้องใช้เงินแก้ไขผลผลกระทบประมาณ 4 แสนล้านบาท จึงไม่อาจใช้วิธีการงบประมาณตามปกติ จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลในการตรา พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อให้รัฐสภาและประชาชนมีความมั่นใจในการบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาล ชี้แจงเพิ่มเติมว่าการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้กฎหมายฉบับนี้เมื่อรวมกับการกู้เงินกรณีอื่นจะไม่กระทบต่อกรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะ GDP ไม่เกินร้อยละ 70
การกู้เงินจะกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ในประเทศและกระทรวงการคลังวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อกระจายความเสี่ยงและดูต้นทุนการกู้เงินในระดับที่เหมาะสมมีความความสามารถในการบริหารการชำระหนี้ได้ทั้งต้นทั้งดอกเบี้ย โดยยืนยันการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ เพื่อให้การบริหารจัดการคุ้มค่าโปร่งใสตรวจสอบได้รัฐบาลบริหารจัดการกระบวนการกลั่นกรองโครงการ ผ่านกลไกของคณะกรรมการการกรองการใช้เงินกู้ ต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และอยู่ภายใต้แผนงานโครงการที่กำหนดตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดเท่านั้น และต้องพิจารณากลั่นกรองด้วยความเหมาะสมรอบคอบคุ้มค่า รวมถึงความความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ซ้ำซ้อนกับเงินงบประมาณและแหล่งอื่น โดยกำหนดกรอบการกู้เงิน 5T
นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า สถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานนับเป็นวิกฤตร้ายแรง รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงขอเรียนไปยังสภาผู้แทนราษฎรโปรดร่วมการพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. ฉบับนี้เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการวิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดการชี้แจงเหตุผลการตรากฎหมายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีอาการไอ เป็นช่วงๆ หลายครั้ง
Advertisement