
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว การปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่โดยพนักงานฝ่ายปกครองร่วมกับภาคีเครือข่าย ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดย วันนี้พร้อมคณะมาร่วมกันแถลงข่าวและรายงานภาพรวมความสำเร็จ รวมถึงความคืบหน้าของการปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันหลายด้าน ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ การสวมสิทธิ์ทางทะเบียน ทุนนอมินี ธุรกิจผิดกฎหมาย อาวุธปืน ยาเสพติด และการฟอกเงิน ตลอดจนปัญหาที่เป็นสิ่งเลวร้ายและบั่นทอนสังคมไทย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ และจะดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยแนวทางของรัฐบาลจะไม่บริหารจัดการแบบแยกส่วน แต่จะทำงานร่วมกัน เชื่อมต่อข้อมูล เชื่อมกำลัง และทำงานให้รวดเร็วกว่ากลุ่มอาชญากรที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ติดตามสถานการณ์และมอบข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงาน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ง. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อให้การปราบปรามสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินการ 3 เรื่องหลัก
เรื่องแรก คือ การอุดช่องโหว่ของระบบทะเบียน เพื่อไม่ให้มีการซื้อขายสัญชาติ หรือการใช้คนไทยเป็นเครื่องมือของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะตรวจสอบกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทะเบียนอย่างเข้มข้น พร้อมขยายผลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องไปยังเส้นทางการเงิน และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิด เพื่อให้การดำเนินการไม่ได้หยุดอยู่เพียงผู้กระทำผิดระดับปลายทาง
เรื่องที่สอง คือ การจัดระเบียบธุรกิจและการปราบปรามนอมินี โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินการ 2 ด้านควบคู่กัน คือ การจัดการกับผู้ที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันต้องแก้ปัญหาการอนุญาตที่ล่าช้า เพื่อให้ผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถดำเนินการได้อย่างสะดวก โปร่งใส และรวดเร็ว ไม่ต้องหันไปใช้ช่องทางที่ผิดกฎหมาย
เรื่องที่สาม คือ การจัดการอาวุธปืนผิดกฎหมายและยาเสพติด โดยจะดำเนินการตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่กระบวนการออกใบอนุญาต การตรวจสอบร้านค้าและสนามยิงปืน ตลอดจนการตั้งจุดตรวจและจุดสกัดในพื้นที่ เพื่อสกัดกั้นอาวุธปืนและยาเสพติดก่อนที่จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการทำงานในแต่ละด้านเริ่มมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการยึดและอายัดทรัพย์สิน การจัดกลุ่มผู้กระทำผิด การยึดคืนที่ดินของรัฐ รวมถึงการตรวจยึดอาวุธปืนและยาเสพติด ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าขยายผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรม โดยยืนยันว่า หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่มีการให้ความช่วยเหลือและไม่มีข้อยกเว้น เพราะผู้ที่มีหน้าที่รักษากฎหมายไม่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากรรมเสียเองได้
โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานยึดหลักการทำงานโดยพิจารณาจาก "พฤติกรรมและพยานหลักฐาน" ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร มีความยิ่งใหญ่ มีบทบาท หรือมีอิทธิพลมากเพียงใด จะต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ในการตรวจจับและขยายผล เพื่อให้สามารถเข้าถึงต้นตอของขบวนการได้รวดเร็ว และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้จำนวนมากขึ้น แต่ต้องการทำให้ระบบของรัฐไม่ถูกใช้เป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรม เพื่อให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพโดยสุจริตสามารถทำมาหากินได้อย่างเป็นธรรม และให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
พร้อมกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงาน รวมถึงประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสและร่วมเฝ้าระวัง พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จริงจัง และโปร่งใส เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ และชื่นชมเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครทุกคน ที่ร่วมกันตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทำให้สามารถดำเนินคดีกับบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ และมีผลงานความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการต่อไปอย่างจริงจัง ทั้งการดำเนินคดี การติดตามขยายผลไปจนถึงสุดทาง รวมถึงการยึดและอายัดทรัพย์สิน เงินสด และทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด โดยทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดได้จะเร่งดำเนินการตามกระบวนการ เพื่อนำไปขายทอดตลาด และนำรายได้ที่เกิดขึ้นมาเฉลี่ยคืนให้กับประชาชนที่ถูกหลอกลวงหรือได้รับความเสียหายจากการกระทำมิชอบ
นอกจากนี้ เงินที่ได้จากทรัพย์สินของผู้กระทำผิดจะไม่ใช่เพียงการนำเข้าเป็นรายได้ของรัฐเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับผู้เสียหาย โดยจะนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ได้รับผลกระทบก่อน และหากมีส่วนที่เหลือจึงจะนำส่งเป็นรายได้ของรัฐ
ยังย้ำแนวทางการทำงานที่ยึดหลัก ปิดชื่อถือพฤติกรรม โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้พิฆาตยาเสพติด และผู้พิชิตอันธพาล ซึ่งกรอบการทำงานดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดไปยังผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ทำให้เจ้าหน้าที่มีขวัญและกำลังใจ มีความมุ่งมั่นในการทำงาน และไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ
พร้อมย้ำว่า นโยบายของรัฐบาลจากหัวหน้ารัฐบาลไปถึงผู้ปฏิบัติและส่วนราชการทุกหน่วย มีความชัดเจนและแน่วแน่ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นบุคคลที่รู้จัก สนิทสนม หรือมีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด หากกระทำผิดกฎหมายก็จะไม่มีสถานะแตกต่างจากอาชญากร โจร หรือผู้ร้าย และต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาล เจ้าหน้าที่ และทีมงานทุกฝ่าย จะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังและไม่ย่อท้อ เพื่อดำเนินการกับอาชญากรรมทุกรูปแบบ และนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคม บ้านเมือง และประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่อง
Advertisement