Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"ณัฐพงษ์" จี้รัฐทบทวนความมั่นคง เสนอ 5 ข้อ ยกระดับข่าวกรองดับไฟใต้

"ณัฐพงษ์" จี้รัฐทบทวนความมั่นคง เสนอ 5 ข้อ ยกระดับข่าวกรองดับไฟใต้

25 ส.ค. 69
14:23 น.
แชร์

"ณัฐพงษ์" จี้รัฐทบทวนระบบความมั่นคงใหม่ หลังเหตุรุนแรง 51 จุดชายแดนใต้ เสนอ 5 ข้อยกระดับข่าวกรอง เดินหน้าสันติภาพควบคู่สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ครม.เงา พรรคประชาชน แถลงผลการประชุมครั้งที่ 11 โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข้อเสนอให้มีการทบทวนระบบความมั่นคงใหม่ เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากสถานการณ์ล่าสุด

ณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่กระทำโดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่การเกิดเหตุพร้อมกันถึง 51 จุดภายในคืนเดียว ประกอบกับตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปแล้วมากกว่า 700,000 ล้านบาท จึงทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า ระบบข่าวกรองและระบบความมั่นคงที่มีอยู่นั้นสามารถป้องกันเหตุและสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

ในการนี้ พรรคประชาชนจึงขอเสนอ 5 แนวทาง ให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงนำไปทบทวนและปรับใช้ ประกอบด้วย

1. ยกระดับระบบข่าวกรองจากการรับรู้เหตุไปสู่การป้องกันเหตุ: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันถึง 51 จุด ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าหน่วยงานความมั่นคงได้รับข้อมูลล่วงหน้าหรือไม่ และหากได้รับแล้ว มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเตรียมรับมืออย่างไร รัฐบาลควรทบทวนตั้งแต่กระบวนการรวบรวมข่าว การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลให้เจ้าหน้าที่หน้างานนำไปใช้ป้องกันเหตุได้อย่างทันท่วงที เพราะระบบข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงแค่การครอบครองข้อมูลจำนวนมาก แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นภาพเดียวกัน และนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อยับยั้งความรุนแรงก่อนที่จะเกิดเหตุได้

2. งานการข่าวต้องสร้างขึ้นบนความไว้วางใจของประชาชน: ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งยาวนาน ข้อมูลจากประชาชนและชุมชนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทว่าประชาชนจะกล้าให้ข้อมูลแก่รัฐก็ต่อเมื่อเชื่อมั่นว่าข้อมูลของตนจะได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัย และทำให้ตนเองหรือครอบครัวไม่ต้องตกอยู่ในความเสี่ยง ดังนั้น รัฐต้องทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้าไปพบประชาชนเฉพาะเมื่อเกิดเหตุเท่านั้น ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนก็ไม่ควรจำกัดเพียงการแจ้งเบาะแส แต่ต้องเปิดโอกาสให้เข้ามาร่วมออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยและประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ด้วย

3. ผลักดันให้หน่วยงานความมั่นคงแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายสิบจุด สะท้อนถึงความจำเป็นในการทบทวนการประสานงานระหว่างทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายข่าวกรอง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยรัฐต้องจัดวางระบบให้ข้อมูลด้านความมั่นคงถูกแลกเปลี่ยนและนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำแบบแยกส่วน

4. เชื่อมโยงงานข่าวชายแดนเข้ากับความร่วมมือระหว่างประเทศ: ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนไม่สามารถแยกขาดจากบริบทของประเทศเพื่อนบ้านได้ รัฐบาลจึงต้องยกระดับความร่วมมือด้านการข่าวและความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล เครือข่ายการเคลื่อนไหว และเส้นทางสัญจรที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุข้ามพรมแดน

5. เดินหน้าการพูดคุยสันติภาพควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคง: รัฐบาลต้องทำให้ช่องทางการพูดคุยมีความต่อเนื่องและมีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถหยิบยกต้นเหตุทางการเมืองของความขัดแย้งขึ้นมาพูดคุยได้อย่างตรงไปตรงมา พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ามามีส่วนร่วม โดยไม่ปล่อยให้กระบวนการสันติภาพเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับคู่เจรจาเพียงสองฝ่ายเท่านั้น

“การพูดคุยไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้แก่การก่อเหตุ แต่ในทางตรงกันข้าม กระบวนการทางการเมืองคือเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้การใช้ความรุนแรงหรือกำลังกลายเป็นทางออกเดียวในการแก้ปัญหา” ณัฐพงษ์กล่าว

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการใช้กฎหมายพิเศษ รัฐบาลควรประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนในการปรับระดับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์รุนแรง 51 จุดในคืนเดียวนั้น ไม่ควรนำไปสู่คำตอบเดิมๆ เพียงแค่การเพิ่มกำลังทหาร การเพิ่มอำนาจพิเศษ หรือการเพิ่มด่านตรวจเท่านั้น แต่ต้องนำไปสู่การทบทวนระบบความมั่นคงทั้งระบบ ตั้งแต่ระบบข่าวกรอง การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การทำงานร่วมกับประชาชนและชุมชน ตลอดจนความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

“ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องไม่วัดจากจำนวนกำลังพลหรือจำนวนเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการป้องกันเหตุ ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ ตลอดจนความสามารถในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางการเมืองและสันติวิธี” ณัฐพงษ์กล่าว 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิจารณ์ต่อการแสดงความเห็นของ สส.พรรคประชาชน เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องเร่งให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชน เพราะความไว้วางใจเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ตนไม่ขอลงรายละเอียดในเหตุการณ์ที่เป็นข้อถกเถียงว่าเกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจากข้อเท็จจริงทั้งหมดในขณะนี้ยังไม่ปรากฏอย่างครบถ้วน

“หากเหตุความไม่สงบเกิดจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันประณาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ใช้อำนาจรัฐก็ต้องใช้อำนาจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ซึ่งหากมีการตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจที่ทำให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจ สส. ในฐานะตัวแทนประชาชนก็มีหน้าที่สะท้อนข้อมูลให้ครบถ้วนทุกด้าน โดยตนไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นประเด็นการโจมตีทางการเมืองว่าใครอยู่ฝ่ายใด เพราะคนที่จะออกมาแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องที่สุด และสามารถให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชนได้มากที่สุด ก็คือหน่วยงานความมั่นคงและตัวรัฐบาลเอง” ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

แชร์
"ณัฐพงษ์" จี้รัฐทบทวนความมั่นคง เสนอ 5 ข้อ ยกระดับข่าวกรองดับไฟใต้