
เมื่อเวลา 10.00 น. ณ ตึกประชารักษ์ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียน สอบถามความเป็นอยู่ และติดตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อย่างใกล้ชิด จำนวน 3 ราย ได้แก่ 1.น.ส.โนรฮายาตี ดือเล๊าะ (อายุ 46 ปี): มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณหน้าอกข้างซ้าย 1 ซม., หน้าอกข้างขวา 1 ซม. และแขนข้างซ้าย 3 ซม. 2.นางฟาซีลา อูเซ็ง (อายุ 45 ปี): มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณต้นขาข้างซ้าย 5 ซม. 3.นายซอและ ดอเลาะ (อายุ 21 ปี): มีบาดแผลเป็นรูบริเวณหน้าท้องข้างขวา ทะลุขาขวา
พลโท นรธิป โพยนอก ได้แถลงสยบกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ในช่วงคืนเกิดเหตุมีการใช้ฮอลล์และโดรนบินลาดตระเวนตามเส้นทางต่างๆ จริงเพื่อรักษาความปลอดภัย แต่นำมาซึ่งการกล่าวอ้างว่ามีการยิงกระสุนลงมาจากฮอลล์นั้น "ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน" ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการสอบสวนเชิงลึกและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามขั้นตอน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและสร้างความกระจ่างให้แก่สังคม
ซึ่งหลังถูกทลายท่อน้ำเลี้ยงหลายร้อยล้าน แม่ทัพภาคที่ 4 วิเคราะห์ภาพรวมเหตุความรุนแรงว่า ไม่ได้มุ่งหวังเอาชีวิตของประชาชนหรือข้าราชการเป็นหลัก แต่มุ่งเจตนาดิสเครดิตการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการที่เจ้าหน้าที่เปิดยุทธการกดดันและกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมาเราเปิดยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด กวาดล้างและจับกุมผู้กระทำผิดได้เป็นจำนวนมาก ทั้งปราบสินค้าเถื่อนชายแดน
และล่าสุดที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่เข้ายึดบุหรี่เถื่อนได้สูงถึง 2,000,000 มวน พร้อมเงินสดอีก 18,000,000 บาท กลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับขบวนการยาเสพติดและเป็นแหล่งเงินทุนหลักในการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสะพัดหลายร้อยล้านบาท จึงอาจเป็นชนวนเหตุให้กลุ่มอิทธิพลใต้ดิน "ลงขัน" ก่อเหตุโต้ตอบเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับแนวทางการดำเนินงานหลังจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าจะไม่มีการยอมความหรือ "ซูเอี๋ย" กับผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาอย่างแน่นอน โดยสั่งการให้ขยายผลตรวจค้น ออกหมายจับ และเชิญตัวผู้เข้าสู่ศูนย์ซักถามเพื่อทลายเครือข่ายทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ประสาน ป.ป.ป. เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินและกวาดล้างเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์อย่างถึงที่สุด
ในส่วนของผู้เห็นต่างทางการเมือง ยังคงเปิดช่องทางในการพูดคุยตามมาตรการสันติสุข แต่ผู้ที่ก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งสร้าง "รั้วชายแดน" ซึ่งเชื่อว่าหากแล้วเสร็จ จะสามารถลดปัญหาการสู้รบและการกระทำผิดกฎหมายข้ามแดนได้อย่างยั่งยืน
Advertisement