
รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงทิศทางมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย ในเวที “ประชาพิจารณ์มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต” ภายหลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ซึ่งเป็นบอร์ดใหญ่ด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม มีมติให้จำกัดกรรมวิธีการผลิตเหล็กข้ออ้อย ซึ่งใช้สำหรับทำเสาและคาน ให้เหลือเพียง 2 กรรมวิธี ได้แก่ BO (Basic Oxygen Furnace) และ EF (Electric Arc Furnace) ส่งผลให้กรรมวิธี IF (Induction Furnace) ต้องออกจากการผลิตเหล็กข้ออ้อย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ก่อนนำไปสู่การออกกฎกระทรวงอุตสาหกรรมว่า
ตนขอพูดในประเด็น มอก. ตัวใหม่ ในเรื่องขั้นตอนทางกฎหมายที่จะมีการลงมติและการโหวต ซึ่งต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนและกรอบกฎหมาย แต่ในฐานะที่ตนเป็นนักวิชาการและเป็นตัวแทนของสมาคมโครงสร้าง ตนคิดว่า มอก. ตัวใหม่อาจกระทบต่อการทำงานของวิศวกรค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการเพิ่มเหล็กที่มีกำลังสูงขึ้นหลายเกรด เดิมเรามีถึง SD50 แต่ตอนนี้จะเพิ่ม SD60, SD70 และแม้กระทั่ง SD80 ขึ้นมา เหล็กที่มีกำลังสูงขึ้นไม่ได้มีแต่ข้อดี แต่ต้องแลกมากับเรื่องความเหนียวที่ลดลง ความเปราะที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการใส่ธาตุคาร์บอนเข้าไปมากขึ้น และในเรื่องการเชื่อมก็มีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นมาก การที่เรามีนวัตกรรมที่ทำให้เหล็กมีกำลังสูงขึ้น ตนคิดว่าไม่มีใครปฏิเสธ แต่เรื่องการนำไปใช้งานก็ต้องมีสิ่งที่เตือนให้วิศวกรรับทราบว่ามีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนและคู่มือสำหรับวิศวกร สมาคมสนับสนุนอย่างเต็มที่
“สิ่งหนึ่งที่วิศวกรต้องทราบคือ การใช้เหล็ก SD40 ที่กำลังประมาณ 4,000 หรือ SD80 ที่กำลังประมาณ 8,000 ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถลดปริมาณเหล็กลงครึ่งหนึ่งได้ เพราะเมื่อนำไปใช้งานยังมีมาตรฐานการออกแบบ เช่น ค่ากำลังของเหล็กที่จะใช้ในการออกแบบต้านแรงเฉือน ซึ่งยังจำกัดไม่เกินประมาณ 4,000 อยู่ดี ดังนั้น ไม่ได้แปลว่าใช้เหล็กกำลัง 8,000 แล้วจะลดเนื้อที่เหล็กลงได้ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจน” รศ.เอนก กล่าว
รศ.เอนก กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เหล็กกำลังสูงที่มีเปอร์เซ็นต์คาร์บอนสูงก็มีข้อจำกัดด้านการเชื่อม โดยค่าคาร์บอนไม่ควรเกินประมาณ 0.50% หรือสูงสุดประมาณ 0.55% เรื่องนี้หากประชาชนไม่รู้และนำไปเชื่อมกัน อาจทำให้เหล็กมีความเปราะมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องมีคู่มือและต้องดำเนินการให้เร็ว มิฉะนั้นจะมีปัญหาเรื่องเวลา ซึ่งตนเคยพูดคุยไว้แล้วว่าทางสมาคมยินดีที่จะช่วยเหลือ และในช่วงเดือนกันยายน ตนจะจัดสัมมนาก่อน แม้ว่าเหล็กตัวนี้จะยังไม่ได้ประกาศออกมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่ขอจัดเพื่อทำความเข้าใจกับวิศวกรว่าจะมีอะไรใหม่เข้ามา และวิศวกรจะต้องมีความรู้อะไรบ้าง ตนเข้าใจว่าในมาตรฐานของอเมริกา เราอิงจาก ASTM ซึ่งจะมีเกรด A615 และ A706 ซึ่งมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน โดย A706 เป็นเหล็กที่สามารถเชื่อมได้และเน้นเรื่องความเหนียว
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีความเห็นว่าควรยกเลิกการผลิตเหล็กแบบ เตา IF ว่า ที่ผ่านมา มอก. 2559 ไม่ได้กำหนดตายตัวถึงกรรมวิธีการผลิต แต่เปิดให้ใช้ IF โดยกำหนดเพียงให้มีกระบวนการทำให้น้ำเหล็กบริสุทธิ์อย่างเหมาะสม ทำให้การควบคุมไปอยู่ที่การตรวจสอบเหล็กปลายทาง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังคน โดยกองตรวจมาตรฐานที่รับผิดชอบเรื่องเหล็กมีกำลังเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานเพียง 5 คน ขณะที่การตรวจครั้งใหญ่ ตนในฐานะอดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ต้องสนธิกำลังจากหลายหน่วยงาน
นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า ส่วนผู้ประกอบการที่ลงทุนในกรรมวิธี IF และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนมาตรฐาน รัฐต้องมีมาตรการเยียวยา โดยเฉพาะการสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องจักร เช่น สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี รวมถึงการนำเข้าเครื่องจักรผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานใหม่ได้
“กรรมวิธี IF ไม่จำเป็นต้องหายไปจากอุตสาหกรรมเหล็กทั้งหมด โดยเหล็กเส้นกลมที่ไม่ได้ใช้รับน้ำหนักในลักษณะเสาและคาน ยังสามารถใช้ IF ได้ แต่ควรยกระดับกระบวนการผลิต โดยต้องมี เตาปรุงเพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน”
สำหรับกรณีเหล็กที่เก็บมาตรวจจากตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายอรรถวิชช์ ย้ำว่า ต้องแยกประเด็น “มาตรฐานเหล็ก” ออกจาก “สาเหตุการถล่มของอาคาร” โดยระบุว่า ผลตรวจของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า เหล็ก IF บางส่วนไม่ผ่านมาตรฐาน ทั้งเรื่องการงอ หน้าตัด และระยะบั้ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของเหล็กและการยึดเกาะกับปูน แต่การจะสรุปว่าเหล็กเป็นสาเหตุของการถล่มหรือไม่ เป็นประเด็นทางวิศวกรรมที่ต้องพิจารณาแยกกัน จึงเรียกร้องให้สมอ. เปิดเผยข้อมูลผลตรวจเหล็กจากกรณีดังกล่าวต่อสาธารณะ เพื่อให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงและนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานที่ปลอดภัยกว่าเดิม
ขณะที่ นายอมร อึงสมบูรณ์ สมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า เสนอแนะว่า ที่ระบุถึงมติ 17:3 จริง ๆ แล้วในขั้นตอนดังกล่าว สมาคม IF ไม่ได้มีส่วนออกเสียงแต่อย่างใด เพราะในขั้นตอนของอนุกรรมการ 84/1 ประธานไม่ได้ให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาแสดงความคิดเห็น ซึ่งหมายถึงการรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการทั้งหมด ดังนั้น ข้อสรุปดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มาจากความคิดเห็นของนักวิชาการ
อีกส่วนหนึ่ง ตนยังมีประเด็นเกี่ยวกับเอกสารการยกระดับการกำกับดูแล การสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียม และความปลอดภัย ซึ่งเริ่มต้นด้วยการประเมินความเสี่ยง โดยมีการอ้างอิงข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี เรากำลังพูดถึงมาตรฐานเหล็กเส้นและการประเมินความเสี่ยง หากดูจากสไลด์ ตนค่อนข้างสงสัยเกี่ยวกับเหล็กเส้นที่ตกสเปก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำหนักต่อเมตร หรือรายละเอียดบางประการที่ตนยังไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับการพ่นออกซิเจน การที่จะวิเคราะห์ว่าเหล็กตกมาตรฐานหรือไม่ มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนจากสถาบันเหล็กที่ร่วมวิเคราะห์ แต่ตนมองว่าบางประเด็นไม่ได้เกี่ยวพันโดยตรงกับเรื่องเหล็กเส้น ส่วนมาตรฐานฉบับที่กำลังใช้อยู่และกำลังจะออกร่างฉบับใหม่ ตนมีประเด็นเกี่ยวกับธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุที่น่ากังวลและมีความเสี่ยง เช่นเดียวกับธาตุอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นฟอสฟอรัสหรือซัลเฟอร์ จึงอยากฝากเรื่องนี้ไว้ให้พิจารณาด้วย
ทางด้าน ที่ปรึกษาอิสระนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (เตา IF) กล่าวว่า เรื่องกรอบกฎหมายที่กำลังดำเนินการในวันนี้ อย่างที่นายอรรถวิทย์ ได้ท้วงติงไปแล้ว ซึ่งอาจมีความไม่ตรงกันและอาจเกิดความขัดแย้งในวันหน้า ท่านในฐานะที่เป็นกรรมการกลางของ สมอ. ซึ่งถือกฎระเบียบอยู่ ต้องมีจุดยืนว่าจะดำเนินการในวันนี้ไปในทิศทางใด เรื่องนี้ตนไม่ขอคำตอบ แต่ขอให้พิจารณาเอง
ส่วนเรื่องประกาศคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ปี 2562 ในกรณีมาตรา 5 เรื่องนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของผู้ใช้เหล็กและผู้ผลิตเหล็กเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะเรื่องการรักษาความลับของหน่วยตรวจสอบหรือห้องแล็บ สถาบันที่ได้รับการรับรองเป็นหน่วยตรวจสอบต้องมีระบบรักษาความลับและข้อมูลการทดสอบ และหน่วยงานตรวจสอบต้องแจ้งผลการตรวจสอบต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คือสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเท่านั้น หากค่า EF ตก ก็ต้องแจ้ง EF หากค่า IF ตก ก็ต้องแจ้ง IF ไม่มีสิทธิ์ไปแจ้งสื่อมวลชน เรื่องนี้ในฐานะกรรมการกลางก็ต้องรักษากติกาให้ดี เพราะที่ผ่านมา กระแสข่าวในเรื่องผู้ผลิตและผู้ใช้สับสนไปหมด เพราะฉะนั้น การที่ใครพูดว่าเหล็ก EF หรือเหล็ก IF ตกมาตรฐาน ย่อมมีผลทางด้านจิตวิทยาและอาจทำลายทางการค้าของผู้ผลิตแต่ละกลุ่ม โดยไม่ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นผู้ผลิตรายใด
สำหรับข้อกฎหมายอีกเรื่อง คือกรณี สตง. การเก็บตัวอย่างเหล็กจากอาคารที่ใช้งานแล้ว ไม่สามารถเก็บมาเข้าห้องแล็บแล้วตรวจว่าได้มาตรฐานหรือไม่ได้มาตรฐานได้ เพราะหน้าที่ของ สมอ. คือการเก็บตัวอย่างจากโรงงานหรือร้านจำหน่าย ไม่มีสิทธิ์ไปเก็บจากอาคารที่พังถล่ม เพราะเหล็กที่ผ่านการใช้งานแล้วไม่สามารถนำมาตัดสินว่ามีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานเดิมได้ การดำเนินการดังกล่าวจึงอาจเป็นการตั้งสมมติฐานในการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ การพิสูจน์ว่าเหตุการณ์อาคาร สตง. ใครเป็นผู้กระทำผิด เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ สมอ. หรือผู้บริหารกระทรวง ข้อเท็จจริงที่ประเทศจีนเลิกผลิต IF เนื่องจากเกิดภาวะล้นตลาด ซึ่งไม่ได้ลดเฉพาะ IF อย่างเดียว แต่ลด EF ด้วย เพราะเป็นปัญหา Oversupply ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
“เพราะฉะนั้น วันนี้ขอให้คณะกรรมการศึกษาชุดนี้พิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย ซึ่งตนเองได้ทำการวิจัยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีมาตรฐานที่ชัดเจนที่สามารถนำไปต่อยอดได้ ส่วนจะเลิกหรือไม่เลิก ต้องมีรายงานวิจัยก่อน เพราะการจะตัดสินใจใช้งานหรือยกเลิกก็ควรมีข้อมูลจากงานวิจัยรองรับ มองว่าการจะยกเลิกแล้วให้เป็นเพียงความเห็นของผู้บริหารคนใดคนหนึ่งนั้นไม่เป็นธรรม เพราะเทคโนโลยีการผลิตเหล็กส่วนใหญ่จะเป็น Knowhow ของแต่ละบริษัท เวลานี้ทุกบริษัทผลิตเหล็กได้มาตรฐานตามสมอ.กำหนด แต่การจัดสัมมนาเพื่อให้ กลุ่มIF มาแจ้งว่าให้มาเปิดเผยข้อมูลว่าผลิตได้อย่างไร ทำไมถึงต้องทำเช่นนี้“
อย่างไรก็ตาม การรับฟังความเห็นครั้งนี้ ยังไร้แนวทางและข้อสรุปชัดเจน
Advertisement