
ศาสตรจารย์นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ส่งหนังสือตอบกลับ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ลงวันที่ 8 สิงหาคม2569 ทำให้ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน และปราศจากข้อสงสัยแล้ว ในช่วงระหว่างวันที่ 8 มกราคม ถึงวันที่ 15 เมษายน 2565
ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในระบบพรีเมียมคลินิก มิได้เป็นบุคลากร พนักงาน หรือลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เนื่องจากไม่มีสัญญาจ้างและไม่มีคำสั่งจ้างแต่อย่างใด
หนังสือดังกล่าวไม่เพียงยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เท่านั้น แต่ยังเปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญว่า ว่า ข้อความในหนังสือของมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 17 พ.ค. 2567 ซึ่งเคยระบุว่า ในช่วงวันที่ 20 ธ.ค. 2564 ถึงวันที่ 12 เม.ย. 2565 ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” นั้น ไม่ถูกต้องและเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ โดยข้อเท็จจริงที่ได้รับจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีตั้งแต่ต้นระบุว่า ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยถึงวันที่ 7 ม.ค. 2565 และตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2565 เป็นต้นมา มีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง
สำหรับสถานะแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง มหาวิทยาลัยมหิดลชี้แจงว่า เป็นการที่แพทย์ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะซึ่งทำสัญญาหรือข้อตกลงกับโรงพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการตรวจรักษาผู้ป่วยในนามของผู้รับใบอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยเท่านั้น โดยมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้กับทางโรงพยาบาล โดยมอบหมายให้ทางโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ผู้ได้รับอนุญาตประกอบโรคศิลปะ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์ผู้ได้รับอนุญาตประกอบโรคศิลปะเพื่อแบ่งรายได้อันเป็นการขอใช้เครื่องมือ ตลอดจนอุปกรณ์ให้แก่โรงพยาบาลต่อไป ถือว่าเงินที่ผู้ได้รับอนุญาตเรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ ซึ่งกรณีดังกล่าวศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ จึงไม่ได้เป็นทั้งพนักงานและลูกจ้างของรัฐ (คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี) อันเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการสรรหาฯ ทราบว่ามหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหารือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติและข้อมูลที่ชัดเจน แต่กลับเดินหน้าพิจารณาและมีคำวินิจฉัยโดยไม่ได้รอผลการตรวจสอบจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีข้อมูลเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ของ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลดังกล่าวมีผลต่อการพิจารณาสถานะทางกฎหมายของ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ
นอกจากนี้ ในช่วงที่มหาวิทยาลัยมหิดลยังตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่แล้วเสร็จ และยังไม่สามารถรับรองข้อมูลหรือเอกสารบางส่วนได้ แต่ถูกคณะกรรมการสรรหาอ้างว่ามหาวิทยาลัยมหิดลไม่ได้โต้แย้งหรือยอมรับข้อเท็จจริงใช้รับฟังได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งประธานองค์กรกำกับดูแลระดับชาติ
ดังนั้น เมื่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ส่งเอกสารชี้แจงยืนยันชัดเจนตามเหตุผลข้างต้น การที่คณะกรรมการสรรหาฯ เร่งรีบด่วนสรุปโดยไม่ฟังการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ย่อมทำให้ฐานข้อเท็จจริงและความน่าเชื่อถือของคำวินิจฉัยถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบที่ตามมาหากประชาชนและประเทศชาติได้รับความเสียหายใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
Advertisement