
วันที่ 19 ก.ค. สืบเนื่องนางสนอง พลวิเศษ ผู้พิการ ชาวจังหวัดระยอง ที่ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา กรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง จงใจใช้อำนาจและใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ยึดที่ดินทำกินของป้าสนอง ขัดแย้งต่อผลการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์สิทธิของนายสว่างพงศ์ เมธีกุล ผู้ปกครองนิคม ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ที่ระบุว่า ป้าสนองฯ ครอบครองและทำประโยชน์ทั้งแปลงนั้น
ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า บริเวณที่ดินสถานที่ตั้งที่ดินของป้าสนองและบริเวณข้างเคียง พบว่า ที่ดินของป้าสนองฯอยู่ใกล้ชุมชนและติดถนนหลัก ไม่ห่างจากวัดแม่น้ำคู้ ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ไม่มีสภาพเป็นป่าบริเวณข้างเคียงมีชุมชนหนาแน่น มองเข้าไปในข้างในที่ดิน มีบ้านของป้าสนองอยู่ในที่ดินจริง สภาพที่ดินไม่ได้ทิ้งรกร้าง แต่ที่ดินมียางพาราต้นขนาดใหญ่ อายุประเมินด้วยสายตาประมาณ 20 -30 ปี โดยมีการกรีดยางพาราหลายหน้า บ่งบอกว่า ทำประโยชน์มานานแล้ว สังเกตเห็นร่องรอยหน้ายางพารากรีดอยู่และน้ำยางเต็มถ้วย แสดงให้เห็นว่า ได้ทำประโยชน์มาถึงปัจจุบัน และบริเวณรอบที่ดินเป็นถนนหลักมุ่งหน้าไปวัดละหาร ออกถนนหลักเส้นกรุงเทพ ระยอง โดยมีป้ายปักโดยมีข้อความว่า “ที่ดินส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก” รวม 3 ป้าย
ขณะผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ ไม่พบป้ายของนิคมฯ เมื่อสอบถามประชาชนข้างเคียง ยืนยันว่า ได้พบเห็นเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเอง นำป้ายมาปักจริงด้านทิศเหนือของที่ดินเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลากลางวัน ภายหลัง เป็นข่าวดังทั้งประเทศแล้ว ไม่ทราบว่าป้ายนิคมถูกถอนไปเมื่อใด ช่วงเวลาใด แต่น่าจะหายไปช่วงเวลากลางคืน ทั้งนี้ป้าสนองได้ปักป้ายมาตั้งแต่ปี 2563 นานแล้ว และลูกชายป้าสนองฯและครอบครัว กรีดยางอยู่ทั้งแปลง ส่วนป้ายของนิคม เห็น เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ไม่ทราบว่า เกิดอะไรขึ้นถึง นิคมฯ ปิดป้ายยึดที่ดินป้าสนองฯ
ด้านนางสนอง ยืนยันว่า นางสาวกชพร(สงวนนามสกุล) เป็นผู้จัดทำและขู่เข็ญ จะยึดที่ดินทั้งหมด ในปี 2561 ทำให้จำใจต้องลงนามยกที่ดินครึ่งหนึ่งให้แก่นายกฤษดา (สงวนนามสกุล) ถือครองแทนนางสาวกชพร (สงวนนามสกุล) โดยตนเอง มีพยาน ยืนยัน คือ นายสำเริง ศรีรัตนสมบูรณ์ และนางสาวพรทิพย์ วิเศษศรี เป็นพยานในเอกสารที่จัดทำที่นิคม หากไม่ลงนามแบ่งโดยไม่สมัครใจและถูกบังคับ ป้าเดือดร้อน เพราะไม่มีบ้านอยู่เพราะบ้านป้า อยู่ด้านทิศเหนือของทีดิน ส่วนทิศติดคลอง ปลูกยางพารา เต็มแปลง ตอนนี้ให้คนในครอบครัวกรีดยางทั้งแปลง ป้าทำประโยชน์มานาน นายกฤษดา ไม่เคยเข้ามาครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน
“ตนเองทนทุกข์ทรมานเหลือเกิน สะสมความเครียด จนตรอมใจ จนต้องฆ่าตัวตาย หลายครั้ง หากลูกชายไม่ช่วย คงตายไปนานแล้วเพราะกลัวเสียที่ดิน ป้าไม่มีอะไรไปสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐได้ เพราะป้าไม่รู้หนังสือ ไม่มีอำนาจรัฐ ทำไมต้องหากินกับคนจน ทำนาบนหลังคน หาก ไม่กดขี่ข่มเหง ทำทุกวิถีทางใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ป้าคงได้เอกสารสิทธิของนิคมไปนานแล้ว”นางสนองกล่าว
นางสนองกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่นิคม ใช้อำนาจหน้าที่จัดที่ดินเพื่อการครองชีพของราษฎรและมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับที่ดินป้า แบ่งที่ดินของป้าครึ่งหนึ่ง ทำได้หรือไม่ป้าไม่มีความรู้ ขออย่ามาซ้ำเติมทำร้ายจิตใจกันอีกเลย เพราะตนเองพิการและไม่มีรายได้ทางอื่น นอกจากขายขี้ยาง ประทังชีวิต ให้คนในครอบครัวกรีดยางพารา ดังนั้นตนเองจึงขอสื่อสารถึงท่านนายกรัฐมนตรี และผู้มีอำนาจรัฐขอให้ช่วยเหลือ เพราะหมดหนทางจริงๆ
ผู้สื่อข่าวตรวจสอบเอกสารที่ผู้ร้องนำมาแสดง พบว่ามีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบของนิคมสร้างตนเอง ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ซึ่งผู้ร้องใช้เป็นหลักฐานประกอบการร้องเรียน โดยเอกสารดังกล่าวระบุผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน พร้อมแจ้งให้ผู้ร้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังพบเอกสารบันทึกถ้อยคำของนิคมสร้างตนเอง ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2561 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่ระหว่างคู่กรณี โดยผู้ร้องเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาท อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อโต้แย้งระหว่างคู่กรณี และยังไม่มีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุดของหน่วยงานหรือศาลที่มีอำนาจ
ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับสถานะทางทะเบียน สัญชาติ และการได้มาซึ่งสิทธิของบุคคลที่ถูกพาดพิง ผู้ร้องได้ขอให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยระบุว่า บุคคลดังกล่าวเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเห็นว่ามีประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการของกฎหมาย ทั้งนี้ผู้ร้องยังขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าวด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นทั้งหมดเป็นข้อกล่าวอ้างของผู้ร้อง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่ผู้สื่อข่าวอยู่ระหว่างการติดต่อบุคคลที่ถูกพาดพิงเพื่อขอคำชี้แจง
มีรายงานว่า ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. นางสนอง พร้อมทีมทนายความ เตรียมเข้ายื่นร้องทุกข์ต่อกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งนี้ผู้ถูกพาดพิงทุกฝ่ายยังไม่มีคำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว และข้อเท็จจริงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.
Advertisement