
วันที่ 17 ก.ค. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ว่าด้วยเรื่องค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.” ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่มองเห็นปัญหา แต่เรามักใช้เวลากับการพูดถึงปัญหา มากกว่าวิธีแก้ปัญหา ผมเห็นว่าการที่ประธานสภาฯ เลือกใช้แนวทาง “หยุดเพื่อทบทวน” โดยยกเลิกระเบียบเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีมาตรฐาน และตอบโจทย์การทำงานด้านนิติบัญญัติในระยะยาว เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนภาวะผู้นำเชิงสถาบัน เพราะ “ผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้กล้าแค่เดินหน้า แต่กล้าหยุด เมื่อรู้ว่าระบบเดิมไม่ใช่คำตอบ”
ประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. ก็เช่นกัน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า ควรเพิ่มค่าตอบแทนหรือไม่ แต่คือ จะออกแบบระบบอย่างไรให้บุคลากรเหล่านี้สร้างคุณค่าสูงสุดต่อรัฐสภา หัวใจของเรื่องอยู่ที่ “คุณภาพคน” มากกว่า “จำนวนคน” ระเบียบใหม่จึงควรกำหนดคุณสมบัติ มาตรฐานสมรรถนะ และระบบรับรองความรู้ ความสามารถ และจริยธรรมอย่างชัดเจน ไม่ใช่แต่งตั้งคู่สมรส ญาติ หรือบุคคลที่ไม่สามารถทำงานให้กับรัฐสภา แต่ตั้งเพื่อต่างตอบแทน โดยไม่มีมาตรฐานร่วม นี่คือเหตุผลที่สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะคลังสมองด้านนิติบัญญัติของประเทศ กำลังพัฒนา “หลักสูตรผู้นำระบบงานด้านนิติบัญญัติ” เพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการ หากรัฐสภาเห็นชอบ ก็อาจกำหนดให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งต้องผ่านหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาความรู้ ทักษะ ทัศนคติ จริยธรรม และการประเมินสมรรถนะอย่างเข้มข้น ก่อนรับวิทยฐานะและมีสิทธิ์ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้สามารถสนับสนุนการวิเคราะห์กฎหมาย การศึกษาผลกระทบ การจัดทำข้อมูลเชิงนโยบาย และการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ตำแหน่งเหล่านี้เป็น “วิชาชีพ” อย่างแท้จริง
เมื่อมีมาตรฐานที่ชัดเจนแล้ว การกำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับศักยภาพ ความรับผิดชอบ และผลสัมฤทธิ์ของงาน ซึ่งควรสูงกว่า 15,000 บาท ก็เป็นสิ่งที่สังคมเข้าใจได้ เพราะการมีบุคลากรคุณภาพเพียงไม่กี่คนที่สามารถยกระดับกระบวนการนิติบัญญัติได้จริง ย่อมคุ้มค่ากว่าการมีบุคลากรจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับงานของรัฐสภา ท้ายที่สุด การปฏิรูปไม่ใช่การทำให้เสียงวิจารณ์เงียบลง แต่คือการแก้ไขโครงสร้างของปัญหา จากคำถามว่า “ควรเพิ่มค่าตอบแทนหรือไม่” เราควรยกระดับคำถามของสังคมไปสู่ “จะสร้างมาตรฐานของคนทำงานนิติบัญญัติอย่างไร” เพราะเมื่อคุณภาพของคนรัฐสภาสูงขึ้น คุณภาพของกฎหมาย และคุณภาพของประเทศ ก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย
Advertisement