
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 ก.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) จัดงานเสวนาครบรอบ 2 ปีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยในงานมีกิจกรรมวิเคราะห์โพยเลือก สว. และบัตรเลือกตั้ง พร้อมย้อนสังเกตการณ์การนับคะแนนจากวันเลือกจริง และเปิดหลักฐานคดี ฮั้ว สว. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนัดหมาย และว่าจ้าง
โดยไฮไลต์ภายในงานได้พาพยาน 4 คนจาก 4 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้ง จ.มหาสารคาม นครพนม หนองบัวลำภู และ นครศรีธรรมราช มาร่วมเสวนาภายในงานด้วย พร้อมมีการแลกเปลี่ยนความเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน
โดยนายพริษฐ์ กล่าวเปิดงานพร้อมวิเคราะห์การจัดทำโพยหมายเลข สว. เพื่อเป็นการอธิบายการทำงานของโพย พร้อมจำลองเหตุการณ์ โดยแจกกระดาษโพยให้กับผู้เข้าร่วมงาน เพื่อยกตัวอย่างการทำโพยที่จะเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นของการฮั้ว สว. หลังจากที่มีการนัดหมาย-ว่าจ้างเพื่อให้ผู้ร่วมงานเห็นการไขว้เลือกระหว่างกลุ่ม
นายพริษฐ์ กล่าวว่า คดีนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะผู้สมัคร สว. และ สว.สำรอง แต่สำคัญต่ออนาคตระบบการเมืองของไทย ด้วย 2 เหตุผล คือ 1.หากข้อกล่าวหาเป็นจริง และกลุ่มบุคคลที่เข้าสู่อำนาจรัฐจะมีแนวโน้มสูงที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบ ดังนั้นหากมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเข้าสู่อำนาจรัฐโดยการเป็น สว.จึงเกิดคำถามว่าการเข้าสู่อำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระจะเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรือไม่ 2.เมื่อดูรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ 2560 จะเห็นว่าการโกงหรือการฮั้ว สว.เป็นหนทางสำคัญของการพยายามสร้างระบบการเมืองที่สามารถฮั้วกันได้ทั้งกระดาน ทำให้กลไกลตรวจสอบอ่อนแอลง
พยานคนแรกจาก จ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า กระบวนการเริ่มต้นขึ้นที่โรงแรมย่านปทุมธานี โดยมีการจองห้องพักและสั่งอาหารเตรียมไว้ต้อนรับ กลุ่มผู้นัดหมายอ้างว่าได้รับคำสั่งจาก สส. พรรคการเมืองหนึ่ง ให้เกณฑ์คนมาให้ได้มากที่สุด โดยมีการดูแลค่าเดินทางและให้ค่าสมนาคุณรายบุคคล
พยาน ระบุว่า ในวันลงคะแนนจริง ผลคะแนนและลำดับทุกอย่างเป็นไปตาม "โพย" ที่นัดหมายไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ไม่มีการสลับลำดับ นอกจากนี้ ผู้นัดหมายยังเปิดเผยถึงแผนการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยอ้างว่ามีพรรคการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยื่นข้อเสนอ หากร่วมมือกันดึงกลุ่ม "บ้านใหญ่" มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จะต้องดำเนินการควบคุมองค์กรอิสระให้ได้ ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ
ด้านพยานคนที่ 2 จาก จ.นครพนม ซึ่งลงสมัครในกลุ่มการท่องเที่ยวและการโรงแรม เผยว่า ตนมีผู้ออกค่าสมัครให้และสามารถผ่านเข้ารอบระดับจังหวัดมาได้ด้วยคะแนนสูงสุด ส่งผลให้ตกเป็นเป้าหมายของขบวนการนี้ โดยมีกลุ่มบุคคลพยายามติดต่อและนัดหมายให้ไปพบที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา อ้างว่าจะมีบุคคลสำคัญเดินทางมาร่วมประชุมด้วย แต่ตนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกระบวนการฮั้วและเดินทางกลับก่อน
ขณะที่พยานคนที่ 3 จาก จ.หนองบัวลำภู และพยานคนที่ 4 จาก จ.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมกันเปิดเผยหลักฐานสำคัญเป็นธนบัตรใบละ 1,000 บาท จำนวน 20 ใบ (รวม 20,000 บาท) ที่ได้รับมาเป็นค่าดำเนินการจัดหาคนเข้าร่วมกลุ่มให้ได้อย่างน้อย 10 คน พร้อมระบุว่ามีข้อเสนอจะจ่ายเงินก้อนโตอีก 500,000 บาทหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือก สว.
ที่สำคัญ พยานได้กล่าวอ้างถึง ญาติของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ว่าเป็นผู้เข้ามานัดแนะและควบคุมกระบวนการทุจริตทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยพยานจากนครศรีธรรมราชยังได้นำเสื้อที่ได้รับแจกจากขบวนการดังกล่าวออกมาแสดงต่อสื่อมวลชน
พยานเปิดเผยทิ้งท้ายว่า ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอ ได้มีตัวแทนจาก "กลุ่มสีน้ำเงิน" โทรศัพท์มาติดต่อยื่นข้อเสนอเป็นเงินจำนวนหลักล้านบาท เพื่อแลกกับการให้หยุดเคลื่อนไหวและหยุดแฉขบวนการฮั้ว สว. ในครั้งนี้ โดยระบุชัดเจนว่าเป็นยุทธการ "น้ำเงินสกัดส้ม"
อย่างไรก็ตาม พยานยืนยันที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยได้ส่งมอบข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดให้ดีเอสไอแล้ว และพยานจากจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รวบรวมเอกสารรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในขบวนการฮั้วทั้งหมด ส่งมอบให้กับ นายพริษฐ์ เพื่อนำไปดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายต่อไป
Advertisement