
วันที่ 10 ก.ค. 69 รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจของไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนในช่วงที่ผ่านมาเกิดผลกระทบทั้งต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังภายใต้การนำของนาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้มีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อเยียวยาประชาชน และช่วยเหลือภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้รูปแบบของมาตรการการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการคลังไม่ได้จำกัดอยู่แค่มาตรการที่ต้องใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบมาตรการที่มีความหลากหลาย และครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมาย
ล่าสุดได้มีการใช้มาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)เพื่อให้ธนาคารมีเม็ดเงินและสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และสามารถนำสภาพคล่องที่มีเพิ่มขึ้นไปส่งผ่านเป็นมาตรการการในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่เสนอมาตรการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยกระทรวงการคลังจะมีการออกประกาศให้สถาบันการเฉพาะกิจทั้ง 4 แห่งลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ จากเดิม 0.25% ต่อปี เหลือ 0.0625% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยให้มีผลครอบคลุมระยะเวลาในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 69
ทั้งนี้กระทรวงการคลังคาดว่าผลจากมาตรการนี้จะนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อใหม่และทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 25,000 ล้านบาท
กระทรวงการคลังได้รายงานให้ที่ประชุมครม.รับทราบว่ามาตรการนี้จะช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และช่วยให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ที่เศรษฐกิจไทยยังมีความผันผวนสูงจากนโยบายการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นประชาชนรายย่อย กลุ่มเปราะบาง และเอสเอ็มอีที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และเสี่ยงขาดสภาพคล่อง
การลดเงินนำส่งจะช่วยลดต้นทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีงบประมาณไปดำเนินโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การผ่อนปรนการชำระหนี้ หรือการปล่อยสินเชื่อใหม่ รวมทั้งป้องกันการเพิ่มขึ้นของการกู้ยืมเงินนอกระบบซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวของกระทรวงการคลังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานสภาพพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ให้ความเห็นว่ามาตรการนี้จะช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินทั้ง 4 แห่งเพื่อใช้เม็ดเงินในส่วนนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
Advertisement