
วันที่ 7 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึง แนวคิดให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือก.พ. ศึกษาการ เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ เออร์ลี่รีไทร์ โดยจะให้มีผลทันทีภายในปีงบประมาณ 2570 ว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากมีตัวเลขรายจ่ายประจำที่สูงเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายในการลงทุน และช่วยเหลือประชาชนน้อยลง จึงกลายเป็นปัญหา จึงมีแนวคิด ลดจำนวนข้าราชการลงผ่านระบบสมัครใจ ซึ่งจะพยายามทำโดยเร็วที่สุด เราหาช้าไปจะไม่ดี เนื่องจากจะเป็นงบผูกพันในปีถัดไป โดยโครงการดังกล่าวจะทำควบคู่ กับการปรับลดอัตราตำแหน่ง ในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น ซึ่งเหตุผล นอกจากเรื่องงบประมาณ ขณะนี้เรามีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อทดแทนงานปกติประจำวัน จึงสามารถยกเลิกในบางตำแหน่งได้ แต่ไม่ได้มุ่งมั่นให้เกิดความโกลาหล และจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อถามว่าตำแหน่งใดบ้างที่อาจจะปรับลด นายปกรณ์ยกตัวอย่างว่า เช่นพนักงานพิมพ์ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทุกคนมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือในการพิมพ์ อยู่แล้ว ฉะนั้นอาจจะต้องปรับลดลง รวมถึงงานธุรการ ซึ่งสามารถใช้ เทคโนโลยีเข้ามาได้แต่ยืนยันว่าจะค่อยเป็นค่อยไป เพราะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงานไม่เท่ากัน ฉะนั้นหากหน่วยงานใดมีความพร้อมก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่ไม่มีการกำหนดกรอบเวลา ว่าจะทำแล้วเสร็จเมื่อใด พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่ทำในวันนี้พรุ่งนี้แต่อาจจะใช้เวลาสักระยะ
เมื่อถามว่าโครงการนี้จะทำทุกกระทรวงทบวงกรม และหน่วยงานรัฐอื่นๆด้วยใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ระบุว่า จะเริ่มต้นจากข้าราชการพลเรือนก่อน และหากเป็นประโยชน์ก็จะขยายไปใช้ในหน่วยงานอื่นๆเช่น ท้องถิ่น องค์การมหาชน ทหาร ตำรวจ โดยปัจจุบันทั้งทหารและตำรวจดำเนินการอยู่
นายปกรณ์ ยังกล่าวถึง กรณีที่นายชาดาไทยเศรษฐ์สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทยและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมาระบุว่าพอคนโตขึ้นไปก็เอาตำแหน่งเล็กมายุบ ให้เป็นตำแหน่งสูง จึงทำให้ตำแหน่งในระดับปฏิบัติการหายหมด บางหน่วยงาน มีแต่ชำนาญการพิเศษ แต่ระดับปฏิบัติการไม่มี ฉะนั้นจึงต้องปรับให้เหมาะสม
เมื่อถามว่าได้มีการกำหนดกรอบตัวเลข เออร์ลีรีไทร์หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา กองทุนบําเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. รวมถึงงบประมาณที่จะต้องใช้ ฉะนั้นต้องดูอย่างละเอียด ซึ่งตนได้ให้ก.พ.เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ โอ๊ยทำงานร่วมกับกรมบัญชีกลาง กบข. และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่จะดูแลในเรื่องสุขภาพ เพื่อนำมาทดแทน ระบบรักษาพยาบาลในปัจจุบัน
เมื่อถามว่าหลักเกณฑ์ควรจะกำหนดอายุเออร์ลี่รีไทร์ไว้ที่เท่าใด นายปกรณ์ระบุว่าเดิมมีการกำหนดหลักเกณฑ์ ต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปี ขึ้นไปหรืออายุ 55 ปีขึ้นไป แต่เมื่อพิจารณาจากทักษะ การเปลี่ยนความสามารถ เนื่องจากอายุ 50 คงยาก แต่หากเป็นอายุ 40 ปีจะสามารถรีสกิลตัวเองได้
ถามว่าจะถามว่าจะมีการปรับหลักเกณฑ์อายุเอร์ลี่รีไทร์เริ่มตั้งแต่ 40 ปีใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าตนมองว่าไม่ควรปิดว่าอายุเท่าไหร่ ใครขอก่อนขอหลัง และย้ำว่าจะต้องทำให้ทันภายในปีงบประมาณ 2570 ก่อนกล่าวติดตลกว่าลูกค้าเยอะ
เมื่อถามว่าฝากตัวเลขไม่เป็นไปตามเป้าจะมีการรีด จำนวนผู้เออรี่รีไทร์หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าต้องดูกันอีกที แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับ โดยจะใช้ สิ่งจูงใจเป็นที่ตั้ง รวมถึงเรื่องการอัพสกิลรีสกิลเป็นตัวนำ
ส่วนแนวคิดเรื่องการปรับระบบสวัสดิการโดยเฉพาะเรื่องระบบการรักษาพยาบาลของราชการ นายปกรณ์กล่าวว่า จะเปลี่ยนมาใช้เป็นระบบประกันสุขภาพ เข้ามาแทนสวัสดิการ รักษาพยาบาลในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถคุมวงเงินได้ชัดเจน ว่าในแต่ละปีจะใช้งบประมาณเท่าใด และจะเป็นการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม และจะทำให้ไทยเป็น medical Hub เพราะหากระบบประกันสุขภาพดี ธุรกิจการรักษาสุขภาพ ก็จะดีไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะต้องพูดคุยกับกรมบัญชีกลาง คปภ. และกบข.ไปพร้อมกัน
เมื่อถามถึงสิทธิ์การรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวข้าราชการ นายปกรณ์ ระบุว่า ขอคงไว้ก่อนเนื่องจากยังไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไร และจะเริ่มใช้ในข้าราชการที่เข้ามาบรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิม จะเป็นตัวเลือกให้เลือกได้
Advertisement