
เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส รายงานว่า กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการจำนวน 42 ฉบับ ต่อกรณีการละเมิดพรมแดนของไทยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว โดยระบุว่า เอกสารเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการรักษาสถานะทางกฎหมายของประเทศภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังได้ส่งหนังสือเรียกร้องอีก 9 ฉบับเพื่อกระตุ้นให้ประเทศไทยกลับเข้าร่วมกระบวนการคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ฝ่ายทวิภาคี เพื่อผลักดันการปักปันเขตแดนให้คืบหน้า รัฐบาลแถลงเมื่อวานนี้
นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้ประณามการกระทำของกองทัพไทยบริเวณชายแดน โดยระบุว่า กัมพูชาจะไม่ยอมรับความพยายามฝ่ายเดียวในการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนผ่าน "การสร้างสถานการณ์ให้ยอมรับโดยปริยาย" (fait accompli) พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศไทยแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และกลับมาเริ่มงานสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกันโดยทันที
นายเพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาล กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันของรัฐบาลเมื่อวานนี้ว่า คณะกรรมาธิการ JBC ของกัมพูชาได้เรียกร้องให้ประเทศไทยแต่งตั้งผู้นำ JBC ฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้จัดการประชุมทวิภาคีนัดพิเศษ และส่งทีมสำรวจร่วม (JSTs) เพื่อดำเนินงานสำรวจและปักปันเขตแดนต่อไป ซึ่งงานดังกล่าวได้ถูกระงับไปหลังจากเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดน
ตามรายงานของโฆษกรัฐบาล นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่สองมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว กัมพูชาได้ส่งหนังสือทางการทูตเพื่อขอให้กลับมาดำเนินงานของ JBC แล้วจำนวน 9 ฉบับ
ในช่วงเวลาเดียวกัน หนังสือประท้วงทางการทูตจำนวน 32 ฉบับถูกยื่นเพื่อคัดค้านสิ่งตีกัมพูชาระบุว่าเป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมายโดยกองกำลังไทยในพื้นที่ที่ถูกยึดครองอย่างไม่ถูกต้องภายในดินแดนของตน ทั้งนี้ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม จำนวนหนังสือประท้วงได้เพิ่มขึ้นถึง 42 ฉบับแล้ว
นายโบนา กล่าวว่า หนังสือประท้วงเหล่านี้มีความสำคัญทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นการแสดงออกอย่างเป็นทางการในการปฏิเสธการล่วงละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนใด ๆ และเป็นการรักษาสถานะทางกฎหมายของประเทศภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
“หนังสือประท้วงเหล่านี้ถือเป็นเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเพื่อรักษาสถานะทางกฎหมายของข้อพิพาทดังกล่าวเอาไว้” นายโบนากล่าว
“นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลได้ยื่นประท้วงต่อทุกการละเมิดที่กระทำโดยประเทศไทยอย่างไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากชิ้นงานประท้วงเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาดินแดนผ่านกลไกทางกฎหมาย”
เขากล่าวเสริมว่า การส่งหนังสือเรียกร้องซ้ำ ๆ เพื่อให้กลับมาดำเนินกิจกรรมของคณะกรรมาธิการ JBC นั้น เป็นไปตามบันทึกการประชุมของการประชุม JBC นัดพิเศษเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม และข้อ 3 ของแถลงการณ์ร่วมที่ออกหลังจากการประชุมนัดพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว
แถลงการณ์ร่วมฉบับนั้นได้กำหนดให้คณะกรรมาธิการ JBC ฝ่ายกัมพูชา-ไทย ให้ความสำคัญสูงสุดในการกลับมาเริ่มดำเนินการสำรวจภาคสนามและงานปักปันเขตแดนโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนที่พลัดถิ่นสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
นายกิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งกัมพูชา กล่าวเมื่อวานนี้ว่า หนังสือเรียกร้องให้จัดประชุม JBC ทั้ง 9 ฉบับ และหนังสือประท้วงทางการทูตทั้ง 42 ฉบับนั้น มีความสำคัญทางกฎหมายอย่างมาก
“สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ การทูต และกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ หนังสือประท้วงยังช่วยรักษาสิทธิทางกฎหมายของกัมพูชา ด้วยการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กัมพูชาไม่สามารถยอมรับการรุกรานทางทหารของไทย หรือการล่วงละเมิดอธิปไตยหรือเส้นเขตแดนใด ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการใช้กำลังหรือการสร้างสถานการณ์ให้ยอมรับโดยปริยาย (fait accompli) ได้” นายกิน เพีย กล่าว
“ในขณะเดียวกัน ความลังเลใจของประเทศไทยในการตอบสนองผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน ชี้ให้เห็นถึงความไม่เต็มใจที่จะแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ซึ่งส่งผลให้สถานะทางกฎหมายและจริยธรรมของไทยอ่อนแอลง”
Advertisement