
วันที่ 10 มิย. 69 นาย ชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก “Kanhirun CN” ว่า มีประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับเอกสารที่ปรากฏในสื่อหลายสำนัก ในหลายช่องทาง คือ สค.1 หรือหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน ของ รฟท. เพื่อเป็นความรู้และความเข้าใจของ ผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้
ผมจะให้ความเห็นจากภาพ ส.ค.1 ที่ปรากฎ โดยไม่ด่วนสรุปว่าเอกสารจริงหรือเท็จ พบประเด็น ที่จะข้อสังเกตไว้หลายประการ คือ
ประการแรก เอกสารฉบับนี้เป็นเพียง ส.ค.1 หรือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน มิใช่เอกสารสิทธิ และมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ การมี ส.ค.1 จึงพิสูจน์ได้เพียงว่ามีการ “แจ้ง” ต่อทางราชการในวันเวลานั้นว่าผู้แจ้งอ้างว่าครอบครองที่ดินอยู่เท่านั้น แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามีสิทธิครอบครองจริง หรือเป็นเจ้าของที่ดินจริง
ประการที่สอง หากพิจารณาจากตัวเอกสารเอง จะเห็นว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งครอบครองที่ดินเป็นเนื้อที่ประมาณ 5,083 ไร่ โดยระบุลักษณะที่ดินว่าเป็น “ทางรถไฟ” แต่คำถามสำคัญคือ การรถไฟครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดจริงหรือไม่ในวันที่แจ้ง เพราะเจตนารมณ์ของ ส.ค.1 ตามกฎหมายที่ดิน มุ่งหมายให้ผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาแจ้งการครอบครอง มิใช่เพียงแจ้งอ้างสิทธิในพื้นที่กว้างขวางโดยยังไม่มีการใช้ประโยชน์จริงทุกส่วน
ประการที่สาม ในช่องสาเหตุการได้มา มีการอ้างถึง “พระราชกฤษฎีกา” แต่จากเอกสารที่ปรากฏไม่ได้ระบุรายละเอียดของพระราชกฤษฎีกาฉบับใด วันเดือนปีใด หรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มใด ซึ่งหากจะใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนสิทธิในที่ดิน ย่อมควรสามารถตรวจสอบที่มาของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน
ประการที่สี่ แม้การรถไฟจะยื่น ส.ค.1 ได้ แต่ในทางกฎหมาย การยื่น ส.ค.1 ไม่ได้ทำให้การรถไฟมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การแจ้งการครอบครองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์สิทธิเท่านั้น
มีประเด็นชวนคุยต่อไปว่า “เหตุใดการรถไฟจึงไม่สามารถขอออกเอกสารสิทธิได้เหมือนประชาชน”
คำตอบอยู่ที่หลักฐานพิสูจน์สิทธิที่การรถไฟอ้าง หากการรถไฟอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็น “ที่ดินของรัฐ” หรือ “ที่ดินหวงห้ามเพื่อกิจการรถไฟ” ตามกฎหมายเฉพาะ การรถไฟก็ไม่จำเป็นต้องขอออกโฉนดเหมือนเอกชน เพราะโฉนดเป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินสำหรับเอกชนเป็นหลัก
แต่ในทางกลับกัน เมื่อการรถไฟไม่ถือโฉนดหรือเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน การรถไฟก็ต้องพิสูจน์สิทธิของตนด้วยหลักฐานประเภทอื่น เช่น กฎหมายที่ให้อำนาจได้มา ,พระราชกฤษฎีกา ,ประกาศกำหนดเขต ,แผนที่ที่กฎหมายรับรอง ,หลักฐานการเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ และ หลักฐานการกันเขตที่ดินอย่างชัดเจน
ดังนั้น ปัญหาสำคัญของคดีเขากระโดงจึงไม่ใช่ว่าการรถไฟมีหรือไม่มี ส.ค.1 แต่เป็นว่า การรถไฟสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า พื้นที่ที่อ้างถึง 5,083 ไร่นั้น มีขอบเขตอยู่ตรงไหน ครอบคลุมถึงที่ดินแต่ละแปลงที่ประชาชนถือโฉนดอยู่จริงหรือไม่ และมีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอจะลบล้างเอกสารสิทธิที่รัฐออกให้ประชาชนในอดีตได้หรือไม่
กล่าวโดยสรุป ส.ค.1 ฉบับนี้เป็นเพียงหลักฐานว่าการรถไฟเคยแจ้งการครอบครองพื้นที่ไว้ในปี 2498 แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาดของกรรมสิทธิ์ และยังไม่ใช่หลักฐานที่พิสูจน์โดยตัวเองว่าที่ดินทุกแปลงในพื้นที่ 5,083 ไร่เป็นของการรถไฟทั้งหมด เพราะยังต้องพิสูจน์แนวเขตและสิทธิในที่ดินตามหลักฐานอื่นประกอบอีกหลายส่วน ความเห็นนี้ว่ากันตามเนื้อผ้า ไม่มีอคติ นะครับ แต่อาจขัดใจ
จากนั้นโพสต์ข้อความอีกว่า ประเด็นนักกฎหมาย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย ต่างเปิดตัวเหมือนนัดกันคุยเรื่องเดียวกัน จะดำเนินคดีข้าราชการกรมที่ดินที่เพิกเฉย หรือไม่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน 995 แปลง ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลปกครอง (อ้างได้เรื่องเดียวไม่มีอะไรใหม่ เพราะไม่รู้เรื่องจริง) เลยจะต้องออกมาพูดเพราะเบื่อ นิดหน่อย แต่ก็บริหารสมองดี ความว่า การออกมาพูดว่า "ติดคุกแน่นอน" ทั้งที่ยังไม่มีหน่วยงานใดชี้มูลความผิด ยังไม่มี ป.ป.ช. วินิจฉัย ยังไม่มีอัยการสั่งฟ้อง และยังไม่มีคำพิพากษาของศาลนั้น สะท้อนความเข้าใจต่อกระบวนการยุติธรรมที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
คณะกรรมการมาตรา 61 ไม่ได้มีหน้าที่ทำตามความเชื่อของใคร แต่มีหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานและใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย หากพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ ก็มีหน้าที่ต้องมีมติตามนั้น
ในทางกฎหมาย การมีความเห็น "ไม่เพิกถอน" ไม่ใช่อาชญากรรม การจะเป็นความผิดตามมาตรา 157 ได้ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต มิใช่เพียงเพราะผลการพิจารณาไม่ตรงกับความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการทุกเรื่องที่มีคนเห็นต่าง กลายเป็นเหตุให้ "ติดคุกแน่นอน" ได้ ประเทศนี้คงไม่มีใครกล้านั่งเป็นกรรมการวินิจฉัยเรื่องใดอีกต่อไป
การวิพากษ์วิจารณ์ทำได้ แต่การตัดสินล่วงหน้าว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องติดคุก ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ อาจสะท้อนการใช้เวทีสาธารณะเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าการอธิบายข้อกฎหมายอย่างเป็นกลางและรอบคอบ ผู้วิจารณ์ไม่ควรข่มขู่ เพราะเป็นผู้เจริญแล้ว นะครับ
Advertisement