
นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และในฐานะฝ่ายบริหาร ซึ่งกำกับดูแลกรมที่ดินจะต้องเร่งคืนที่ดินให้กับการรถไฟฯ โดยเร่งด่วน การตั้งคณะกรรมการหรือการปฏิบัติการตรวจวัดเป็นแปลง ๆ มองว่าเป็นเพียงเทคนิคทางกฎหมายเพื่อประวิงเวลาไปวัน ๆ เท่านั้น ซึ่งหากยึดหลักข้อเท็จจริงว่าที่ดินผืนดังกล่าวเป็นของการรถไฟฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2462 ข้อถกเถียงเรื่องกรรมสิทธิ์จะไม่เกิดขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของนายกฯ ที่ต้องคืนความยุติธรรมให้กับกระบวนการยุติธรรม เพราะหากฝ่ายบริหารบิดพริ้วคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วเท่ากับเป็นการทำลายระบบนิติรักษ์และเสาหลักของประเทศ
ส่วนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ที่หลายคนร่วมตรวจสอบต่างได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนจนไม่ต้องมาถกเถียงกันแล้วว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นของใคร เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่อยู่อาศัยตรงนั้นเป็นผู้มีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐใช่หรือไม่ ที่สามารถบังคับหรือชี้ทำลายให้กรมที่ดินปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนชุดหนึ่งของกรมที่ดินเคยมีมติที่สวนทางกับศาลปกครอง โดยศาลชี้ว่าต้องคืนที่ดินให้การรถไฟฯ แต่คณะกรรมการฯ กลับมีมติทำเกินหน้าที่ ไม่เพิกถอนที่ดินผืนพิพาท ซึ่งเท่ากับว่าทำเกินคำพิพากษาของศาลและสุ่มเสี่ยงทำให้เห็นว่ากรมที่ดินใหญ่กว่าคำพิพากษาของศาล
พร้อมย้ำว่าฝ่ายบริหารมีหน้าที่คืนพื้นที่บริเวณเขากระโดงให้การรถไฟฯ โดยเร่งด่วน ส่วนประชาชนหรือบริษัทเอกชนต่าง ๆ จะเช่าที่ดินต่อถือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง พร้อมทั้งได้กล่าวท้าทายไปยัง นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บุตรชายของ นายเนวิน ชิดชอบ ว่าจะกล้าไปเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ หรือไม่ โดยระบุว่าหากพร้อมจะเช่า 5 แสนปี ตามที่เคยพูดไว้ก็ต้องเปลี่ยนสถานะบนพื้นที่ 5,083 ไร่ 80 ตารางวา จากผู้ครอบครองมาเป็นผู้เช่า โดยจะเอาชื่อของนายเนวินมาเป็นผู้เช่าก็ได้ แต่ต้องยอมรับว่าการรถไฟฯ คือผู้ให้เช่า
ด้านตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าได้ติดตามเรื่องนี้ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสำพันธ์ (สรส.) มาโดยตลอดหลายสิบปี และลงพื้นที่เพื่อยืนยันว่าที่ดินตรงนั้นเป็นสมบัติของการรถไฟฯ มาตั้งแต่ต้น โดยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาตั้งแต่ปี 2560-2561 รวมถึงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ปี 2563 ที่ชี้ชัดแล้วว่า ที่ดินทั้ง 5,083 ไร่ เป็นของการรถไฟฯ และคำพิพากษาของศาลปกครองเมื่อปี 2566 ก็สั่งให้กรมที่ดินปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลทั้ง 3 ฉบับ โดยให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ในกระบวนการเพิกถอนสิทธิ์
อย่างไรก็ตามทางสหภาพรถไฟฯ พบว่ากระบวนการของกรมที่ดินกลับไม่ดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยมีการออกคำวินิจฉัยว่าไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งกระบวนการยังไม่จบสิ้น แต่กระบวนการพิสูจน์เรื่องแนวเขตนัดสิ้นสุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 จึงเห็นได้ว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอธิบดีกรมที่ดินจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายในการปกป้อง คุ้มครอง และรักษาที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
และปัจจุบันสหภาพรถไฟฯ ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่ออธิบดีกรมที่ดินและคณะกรรมการตามมาตรา 61 ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. และทางสหภาพฯ จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าที่ ป.ป.ช. อีกครั้งเนื่องจากระยะเวลาล่วงเลยมาเกือบปีแล้ว แต่ยังไม่มีการชี้แจงความคืบหน้าที่ชัดเจน โดยย้ำว่าจะติดตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ และนำที่ดินกลับมาใช้ประโยชน์ในการบริการประชาชน ซึ่งจะช่วยนำรายได้มาชดเชยผลการดำเนินงานที่ขาดทุนจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยสาระสำคัญของเรื่องนี้มีเพียงแค่การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินเคยออกโฉนดทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟฯ ให้กลับมาเป็นสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างถูกต้องเท่านั้น
Advertisement