
วันที่ 9 มิ.ย. ที่รัฐสภา อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า ร่วมแถลงถึงความไม่เหมาะสมภายหลัง บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด กลับมาประกอบกิจการอีกครั้ง หลังเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า เหล็กจากโรงงาน ซิน เคอ หยวน เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร สตง. ที่ถล่มเมื่อปี 2568 ดังนั้น การกลับมาเปิดโรงงานอีกครั้งต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะซินเคอหยวนผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมแบบ IF (Induction Furnace) โดยหลักแล้ว เหล็กหลอมด้วยเตาแบบ IF จะไม่ผ่านมาตรฐานถ้าเศษเหล็กที่เอามาหลอมคุณภาพต่ำ โดยจะได้เหล็กผ่านเกณฑ์บ้างไม่ผ่านบ้าง คือไม่ได้มาตรฐานทุกเส้นนั่นเอง หากจะทำให้ได้มาตรฐานและมีความสม่ำเสมอต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็กเพื่อปรับเคมีให้เหล็กมีความแข็งแรง การที่ไม่มีเตาปรุงแล้วผ่านการตรวจได้จึงมีพิรุธหลายประการ
นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงพิรุธในการตรวจสอบมาตรฐาน โดยประเด็นแรก สต๊อกเหล็กเส้นล็อตใหญ่กว่า 40,000 เส้นของ ซิน เคอ หยวน ที่เคยถูกอายัดโดยทีมสุดซอย ถูกถอนคำสั่งอายัดในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ระหว่างที่รัฐมนตรีคนเดิมพ้นตำแหน่งและรัฐมนตรีคนใหม่ยังไม่เข้ารับหน้าที่ โดยการสุ่มตรวจเพื่อปลดอายัดในครั้งนั้นไม่ได้ตรวจอย่างละเอียดทุกเตาหลอม ขณะที่ภายหลังมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ให้ต้องตรวจทุกเตาหลอม ทำให้ ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ถูกตรวจครบทุกเตาหลอมในช่วงเวลาดังกล่าว
ประเด็นที่สอง ซิน เคอ หยวน ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็กสำหรับปรับคุณภาพทางเคมีของเหล็ก ทั้งที่ในรายงาน EIA ฉบับแรกของโรงงานระบุว่ามีเตาปรุงน้ำเหล็ก จึงตั้งคำถามว่าการตรวจเพื่ออนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการ ผ่านได้อย่างไร
ประเด็นที่สาม คือ การตรวจเพื่อเปิดโรงงานในรอบล่าสุด ไม่ได้ใช้สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานเหมือนในขั้นตอนการขออนุญาตเดิม แต่กลับใช้สถาบันอื่นตามข้อเสนอของบริษัท
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า หากภาครัฐต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างจริงใจ ควรดำเนินการ คือ 1. สั่งให้ ซิน เคอ หยวน ติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็กก่อนกลับมาผลิตเพื่อจำหน่าย และแก้ไขกฎของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้โรงงานเหล็กทุกแห่งต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก พร้อมทั้งห้ามใช้เหล็กจากเตา IF ในอาคารสูง-โครงสร้างพื้นฐานของรัฐ 2. สุ่มตรวจคุณภาพเหล็กจากทุกเตาหลอมในระหว่างการผลิตจริงอย่างเท่าเทียม 3. ตรวจสอบคุณภาพเศษเหล็กจากแหล่งจัดซื้อ ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จากเอกสารการซื้อวัตถุดิบ และ 4. สุ่มตรวจสต๊อกเหล็กเดิมจำนวนกว่า 40,000 เส้นจากทุกเตาหลอม โดยย้ำว่า “อย่าให้ประชาชนต้องเสี่ยงอีกเลย เจ็บแล้วต้องจำบ้าง”
ด้านนายรุ่งโรจน์ เลิศอารมย์ ตัวแทนสมาคมผู้ผลิตเหล็กฯ เรียกร้องให้ภาครัฐนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นไทย โดยชี้ว่า หลายประเทศทั้งจีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน มีข้อกังวลต่อการผลิตเหล็กเส้นด้วยเตา IF เนื่องจากมีปัญหาด้านคุณภาพและความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็ก ซึ่งปัญหาสำคัญของผู้ผลิตเหล็กด้วยเตา IF ส่วนใหญ่คือไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก ทำให้ขาดความสม่ำเสมอของส่วนผสมทางเคมี โดยตัวอย่างกว่า 12.5% ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อีกทั้งมีค่าความสกปรกของเนื้อเหล็กสูงกว่า และมีค่าความเหนียว (Toughness) ต่ำกว่าเหล็กที่ผลิตจากเตา BOF (Basic Oxygen Furnace) และ EF (Electric Arc Furnace) จึงฝากความหวังให้ภาครัฐนำข้อกังวลและข้อมูลดัชนีความสะอาดของเนื้อเหล็กเหล่านี้ ไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดมาตรฐานเหล็กเส้นในประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งก่อสร้างในไทยให้เท่าทันระดับสากล
Advertisement