Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"อนุชา" ลั่นทำการเมืองสุจริต ตรวจสอบได้ - "อภิสิทธิ์" เตรียมพบศาลรธน.

"อนุชา" ลั่นทำการเมืองสุจริต ตรวจสอบได้ - "อภิสิทธิ์" เตรียมพบศาลรธน.

5 มิ.ย. 69
12:02 น.
แชร์

"อนุชา" ลั่น ทำการเมืองสุจริต โปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมจัดระเบียบต่างด้าวสวมสิทธิ์-แย่งงานคนไทย ด้าน "อภิสิทธิ์" เตรียมพบศาลรธน. ขอความกระจ่างแก้รธน.

(5 มิ.ย. 2569) เมื่อเวลา 07.00 น. ที่สวนพฤกษชาติคลองจั่น เขตบางกะปิ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ นายปรัชญา ศรีสอาด หรือ ฮานีฟ ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 3 เขตบางกะปิ ลงพื้นที่หาเสียงตลาดแฟลตคลองจั่น นวมินทร์ ซอย 8

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปด้วยอย่างเป็นกันเอง ซึ่งหลายคนแซวนายอนุชาว่า ตัวจริงหล่อ เลือกแน่นอน เบอร์ 5 ประชาธิปัตย์ทั้งบ้าน โดยนายอนุชา ได้เดินขอคะแนนด้วยความเป็นกันเอง ทักทายพี่น้องประชาชน พร้อมสอบถามความเป็นอยู่พ่อค้าแม่ค้า

โดย นายอนุชา กล่าวว่า มาลงพื้นที่บางกะปิ พี่น้องน้องประชาชนได้สะท้อนปัญหา เรื่องแรก ความสะอาด ที่นี่นอกจากสวนสาธารณะ เรื่องการจัดการทางเท้า เรื่องผู้ค้าผู้ขาย และมีการปรับปรุงถนนอยู่ อาจจะใช้เวลานานนิดนึงตรงนี้ ต้องมาเร่งรัดให้การปรับปรุงทางเท้าดำเนินการให้เร็วขึ้น เพื่อคืนพื้นที่ทางเท้าให้ประชาชนในย่านดังกล่าว

ส่วนเรื่องของขยะ นายอนุชา กล่าวว่า ตนอยากให้มาจัดเก็บขยะบ่อยครั้งมากขึ้นกว่านี้ ตอนนี้เหมือนมีการจัดเก็บขยะสัปดาห์ละครั้ง แต่ด้วยความที่เป็นสวนสาธารณะมีการจับจ่ายใช้สอยรอบรอบ มีเศษอาหารขยะค่อนข้างเยอะ อยากให้มาเก็บมากกว่าเดิน นอกจากนี้ยังประชาชนในย่านนี้แจ้งตนว่าชื่นชอบนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์

"สิ่งที่ประชาธิปัตย์นำเสนอเรื่องของโอกาสและความหวัง เขาบอกถูกใจ และอยากให้มองเห็นอนาคตด้วยไม่ใช่พูดแต่ปัญหาอย่างเดียว" นายอนุชา กล่าว

เมื่อถามว่าเรื่องชุมชนแออัดแรงงานต่างด้าวมาแย่งอาชีพคนไทยนั้นจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า จากที่ลงพื้นที่ 2-3 จุด คือตอนนี้มีแรงงานต่างด้าวและที่เข้ามาเป็นประชากรแฝงในพื้นที่ อาจจะเช่าช่วงในการมาค้าขายเช่าแผงอะไรต่างๆ ซึ่งตรงนี้กทม. มีโอกาสเข้ามาตรวจสอบเบื้องต้นว่า ได้สิทธิ์ตรงนั้นจริงหรือไม่หรือมาสวมสิทธิ์จากใคร ตรงนี้เรามีโอกาสที่จะเข้ามาทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความมั่นใจว่าคนไทยไม่ได้โดนเบียดบังในเรื่องการค้าขาย จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า ลงพื้นที่ประชาชนชมว่าหล่อ นายอนุชา กล่าวว่า เราลงหาประชาชนให้มากที่สุด ถ้าเขาได้สัมผัสแล้ว จะรู้ว่าเราเป็นคนเข้าถึงง่าย เป็นคนสุภาพเสียงไม่ดัง ไม่เคยว่าใคร เขาเลยมองภาพว่าอ่อนหรือเปล่า แต่พอได้พูดคุยเขาก็เห็นความตั้งใจว่า เราตื่นแต่เช้ากว่าจะกลับบ้านจนมืด ระหว่างทางก็กินอาหารกับพี่น้องและเห็นความตั้งใจของเราและเห็นว่าหัวหน้าอภิสิทธิ์ก็ตื่นแต่เช้ามาร่วมหาเสียงกับคณะผู้สมัคร ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค พอเสร็จหลังจากแยกกันก็กระจายไปทุกที่ในส่วนของส.ก.ที่ลงสมัครทั้ง 50 เขต องคาพยพของประชาธิปัตย์จะพบประชาชนให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่า ช่วงโค้งสุดท้าย มีหมัดเด็ดอะไรหรือไม่ เพราะเหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือน นายอนุชา กล่าวว่า วันที่ 17 มิ.ย. จะมีปราศรัยย่อย จะนำเสนอในสิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินและประชาชนอยากเห็นและตอนนี้ก็มีสื่อหลายสื่อที่เราพยายามที่จะไปสัมภาษณ์หรือออกรายการต่างๆ นำเสนอแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ส่วนปราศรัยใหญ่น่าจะเป็นวันศุกร์ก่อนไปเลือกตั้งกัน

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีประเด็นเรื่องซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต นายอนุชา กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายที่เราเสนอ 5 ข้อ คือ เรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการบริหารจัดการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณการโยกย้ายข้าราชการ ในช่วงที่นายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ได้วางไว้ชัดเจนไม่ว่าการเมืองระดับไหนตั้งแต่ระดับชาติหรือท้องถิ่น การทำงานการเมืองสุจริตพูดถึงมาตลอดและตนก็ยึดถือในการเข้าไปบริหารกทม.

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานของฝ่ายค้านเกี่ยวกับกฎหมายเงินกู้ 2 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของข้อกฎหมาย ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ศาลกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม แม้จะทราบว่า ทางรัฐบาลพยายามชี้แจง แต่ตนมองว่า สิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้น ?ยังไม่ตรง" ถึงจะพูดถึงปัญหาอย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่า เงินที่นำไปใช้นั้น จะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การทุ่มเงินลงไปใน 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่จะชี้แจงว่า จะเปลี่ยนผ่านอย่างไรนั้น ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่ จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนว่า มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบาย "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" (บัตรคนจน) ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษี ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ตนได้อภิปรายในสภาไปแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบ "มุ่งเป้า" (Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เชื่อว่า พวกเราทุกคนรู้จักคนที่มีฐานะดีพอสมควร แต่กลับได้เข้าโครงการนี้ ในขณะที่รัฐกลับมาไล่บี้กับคนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานของเขาเอาเงินมาช่วยจุนเจือ และนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิ์เขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่า จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ทั้งนี้ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ได้อีก เนื่องจากหมดเขตไปแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้ผู้สื่อข่าวได้ตั้งข้อสังเกตว่า "กลายเป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ์" โดยนายอภิสิทธิ์เห็นด้วยและชี้ว่าเป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือก สสร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) จะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯ เพียงแต่บอกว่า "ไม่ให้เลือกโดยตรง" เท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา

"ในฐานะที่ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลและองค์กรอิสระ เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่า 'ไม่ให้เลือกโดยตรง' นั้นหมายความว่าอย่างไร ซึ่งน่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหา ตรงนี้ได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

Advertisement

แชร์
"อนุชา" ลั่นทำการเมืองสุจริต ตรวจสอบได้ - "อภิสิทธิ์" เตรียมพบศาลรธน.