
วันที่ 28 พ.ค.2569 บรรยากาศที่สเตเดียมวัน ตั้งแต่ 18.00น. มีประชาชน มาร่วมรับฟังและให้กำลังใจการแถลงนโยบายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นายชัชชาติ เริ่มการแถลงนโยบาย ว่า วันนี้ถือเป็นวันเปิดตัวและเบอร์ 9 ถือเป็นเบอร์ที่ดีในการก้าวหน้าต่อไป วันนี้เป็นการเปิดนโยบายเพราะนโยบานเป็นเรื่องสำคัญ เป็นแผนที่จะทำไปอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งการเลือกตั้งแพ้ชนะไม่สำคัญ แต่ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน เพราะไม่มีเวลาอีกแล้ว เนื่องจากทุกเวลามีความหมาย เพราะไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรือกรุงเทพ แต่เป็นโลก ดังนั้นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด
ทั้งนี้ 4 ปีที่ผ่านมาอาจจะมีคนผิดหวังบ้าง แต่ก็คิดว่าคนส่วนใหญ่จะอนุญาตให้เราได้ทำงานต่อไป ซึ่งถือว่าเป็น 4 ปีที่ผ่านไปเร็วเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราสนุกทำงานมีความสุขเลยทำให้เวลาผ่านไปเร็ว
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงประเด็นเคลียร์ใจกรณีที่มีคำถามว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้าง ไม่ทำเส้นเลือดใหญ่ ทำแต่เส้นเลือดฝอย ว่า การทำงานควรเป็นไปทั้งระบบ และที่ผ่านมาเราอาจจะมีการละเลยเรื่องเส้นเลือดฝอย เราจึงต้องไปทำเส้นเลือดฝอย ทั้งเรื่องโรงพยาบาล การทำอุโมงระบายน้ำ ทราฟฟี่หองดูร์ที่แก้ปัญหาไปแล้ว 106,000 เรื่อง จาก 1.3 แสนเรื่อง แก้น้ำท่วม ปลูกต้นไม้ไปแล้ว 2.6 ล้านต้น
“ถ้าคนว่าผมทำแต่เส้นเลือดฝอยแต่เป็นเส้นเลือดฝอยที่ทรงพลังกว่า เมกะโปรเจกหลายๆโครงการ”
แล้วที่ผ่านมาเราก็ทำเรื่องใหญ่คือใช้หนี้บีทีเอสไป ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แม้ใจเราก็ไม่อยากจ่ายเพราะเป็นสัญญาที่เสียเปรียบเยอะแต่เมื่อศาลสั่งก็ต้องจ่ายและจบไป ซึ่งเรื่องนี้จึงไม่ต่างจากเมกะโปรเจกเช่นกัน
นายชัชชาติ ยังชี้แจงยืนยันว่า ตนเองเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่มีสก. ไม่สังกัดพรรค แต่พร้อมทำงานกับ สก.ทุกคนที่ประชาชนเลือกมา และ “อยากให้สก.ทุกท่านพร้อมทำงานกับผู้ว่าทุกคน เอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง”
สำหรับนโยบายในปีนี้เสนอ 250+ โดยแผนทำงานมีเมกกะโปรเจกที่จะเป็นแลนด์มาร์ค คือสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา , พิพิธภัณฑ์เมืองของกรุงเทพ ,เปลี่ยนลานคนเมืองเป็นพื้นที่สาธารณะ , ทำศูนย์คนเมืองฝั่งธน หอศิลป์พิพิธภัณฑ์และพื้นที่สาธารณะดึงดูดการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ
และยังมีโครงการตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้าให้คนกรุงเทพมหานครตรวจสุขภาพฟรีได้หมด ส่วนปัญหายาเสพติดจะมีการสกรีนทุกชุมชนให้เป็นชุมชนสีขาว
ส่วนเรื่องสำคัญคือบัตรทอง จะเพิ่มความสามารถในการรับบัตรทองเป็น 1.3 ล้านคน เพิ่มเตียงรองรับผู้ป่วย โรงพยาบาลในกทม. จะต้องรอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง ในกรณีนัดล่วงหน้า พร้อมทั้งยังมีเครือข่ายดูแลสุขภาพจิตคนเมือง กิจกรรมฮีลใจในสวน
นอกจากนี้ทำแพลตฟอร์มที่รวบรวมบ้านและคอนโดในพื้นที่ต่างๆ ที่ราคาไม่แพงให้ชาวกทม.ได้เลือกซื้อ และจะมีการเพิ่มการจ้างงานคนพิการโดยหาเครือข่ายจากเอกชน และจะทำโครงการบ้านอิ่มใจซึ่งเป็นศูนย์กลางดูแลคนไร้บ้านในกรุงเทพมีการสร้างงานสร้างอาชีพ ,พยายาหางานให้ผู้สูงอายุ
ขณะที่นโนบายด้านการศึกษาเด็กจะต้องเข้าทันดิจิทัลโดยให้เด็กม.4 - ม.6 ทุกคนมีแลปทอปใช้เรียนออนไลน์ได้ และเด็กทุกคนจะต้องได้สิทเรียนฟรี ส่วนครูก็ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นทำให้ครูมีเวลาอยู่กับเด็กได้
ส่วนเรื่องปัญหารถติดกรุงเทพมีไฟแดงอยู่ 500 แยก จะมีการขยายสัญญาณไฟฉลาดใช้เอไอช่วย เพิ่มสกายวอล์ค มีกฎหมายผังเมืองใหม่ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ยิ่งขึ้น
นายชัชชาติ เปิดเผยนโยบายพัฒนาเมืองในหลายด้าน โดยระบุว่า ได้ยกเลิกโครงการเวนคืนถนนเก่ากว่า 52 เส้นทาง ที่ประชาชนกังวลมายาวนาน เพื่อสร้างความสบายใจให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ อาทิ ซอยอารีย์ และสุขุมวิท
นอกจากนี้ยังเดินหน้าปรับปรุงระบบจัดการขยะ โดยยืนยันว่าจะไม่ต่อสัญญาโรงงานที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็น และภายในปี 2569-2570 จะพัฒนาพื้นที่กว่า 200 ไร่ ให้เป็นสวนป่าและต้นแบบการคัดแยก-รีไซเคิลขยะในรูปแบบ “Bangkok Green Eco Park” รวมถึงเพิ่มจุดรับซื้อขยะและศูนย์จัดเก็บขยะในชุมชน
ด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมใช้เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ฝุ่นแบบเรียลไทม์ เพื่อติดตามต้นตอมลพิษอย่างแม่นยำ พร้อมขยายจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มบ่อบำบัดน้ำเสีย และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกพัฒนาตลาดคาร์บอนกลาง รวมถึงตั้งเป้าปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ่มอีก 1 ล้านต้น และสร้างสวนป่าเพิ่มอีก 6 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ยังมีแผนดูแลสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด ผ่านโครงการทำหมันและฉีดวัคซีนกว่า 250,000 ตัว พร้อมพัฒนาคลินิกสัตว์ของกรุงเทพมหานคร และขึ้นทะเบียน “ต้นไม้มรดกกรุงเทพฯ” เพื่ออนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ ในด้านคุณภาพชีวิต จะเพิ่มพื้นที่ศิลปะและพิพิธภัณฑ์เด็กอีก 2 แห่ง รวมถึงเปิดโรงเรียนในวันหยุดให้ประชาชนใช้ทำกิจกรรม พร้อมจัดตั้ง “ห้องสมุดของเล่น” ให้เด็กยืมกลับไปเล่นที่บ้านได้
ส่วนมาตรการด้านความปลอดภัย กรุงเทพมหานครเตรียมเพิ่มไฟส่องสว่าง LED อีก 100,000 ดวง และเพิ่มกล้อง CCTV เป็น 100,000 ตัว รวมถึงเชื่อมต่อกล้องจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบรวมกว่า 300,000 ตัว เพื่อเสริมความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ขณะที่เจ้าหน้าที่เทศกิจจะได้รับการพัฒนาทักษะและใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนมากขึ้น
นายชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า กรุงเทพมหานคร อาจไม่มีงบประมาณสำหรับแจกเงินโดยตรง แต่พร้อมสนับสนุน “ความรู้” ผ่านโครงการ “Next Learn” ที่เปิดอบรมทักษะฟรีกว่า 1 ล้านชั่วโมง ทั้งด้าน AI ภาษา และทักษะอาชีพ โดยปัจจุบันมีประชาชนเข้าเรียนแล้วกว่า 400,000 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจระดับชุมชน จัดพื้นที่ค้าขายให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย รวมถึงเปิดให้ลงทะเบียนค้าขายอย่างถูกกฎหมาย เพื่อสร้างประวัติทางการเงินที่สามารถใช้ยื่นกู้กับธนาคารได้ รวมถึงผลักดันเทศกาลระดับโลก 4 งาน ได้แก่ สงกรานต์ ลอยกระทง Pride Month และปีใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
นายชัชชาติ ยังระบุว่า กรุงเทพมหานครจะเร่งพัฒนาระบบบริการออนไลน์และใช้ AI เพิ่มความโปร่งใสในการอนุมัติใบอนุญาตต่าง ๆ โดยตั้งเป้าให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้แบบออนไลน์ ลดการเดินทางไปสำนักงานเขต
นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันการปรับปรุงกฎหมายกรุงเทพมหานครให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน และเปิดเผยรายละเอียดนโยบายทั้งหมดผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าและตรวจสอบผลการดำเนินงานได้
ขณะเดียวกัน นายชัชชาติ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับข้อเสนอจากชุมชนคลองเตย ให้จัดตั้งศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง จึงเตรียมผลักดันเป็นนโยบายเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดภาระการเดินทางและสร้างงานให้คนในพื้นที่
ทั้งนี้ นายชัชชาติ กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพล ที่พบว่าประชาชนกว่า 78% เชื่อว่ากรุงเทพมหานครจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยมองว่าสะท้อนถึง “ความหวัง” ของประชาชนที่มีต่อเมืองและระบอบประชาธิปไตย พร้อมย้ำว่าหน้าที่สำคัญไม่ใช่แค่การพัฒนาเมือง แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยสามารถแก้ปัญหาและสร้างโอกาสให้ประชาชนได้
เมื่อถามว่าหากได้รับชัยชนะแล้วนโยบายต่าง ๆ จะ “ก้าวกระโดด” อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร นายชัชชาติ ระบุว่า หัวใจสำคัญคือการทำงานด้วยเทคโนโลยี โดยยกตัวอย่างโครงการให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษผ่านหูฟังเพื่อเน้นทักษะการฟัง-พูด ซึ่งทดลองสำเร็จแล้วในโรงเรียนหนึ่งแห่ง และมั่นใจว่าสามารถขยายผลได้ เพราะเทคโนโลยีไม่มีข้อจำกัด ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ได้ทดลองและทดสอบนโยบายหลายด้านจนเห็นผลจริง และเชื่อว่าทุกเรื่องสามารถทำได้ พร้อมเดินหน้าขยายผลต่อในอีก 4 ปีข้างหน้า
เมื่อถามว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนนโยบายกว่า 251 นโยบาย จะมีการต่อยอดหรือรีเซ็ตใหม่ทั้งหมดหรือไม่ นายชัชชาติ ยืนยันว่า นโยบายเดิมยังเดินหน้าต่อ โดยทั้ง 251 นโยบายถือเป็น “นโยบายใหม่” ที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง เช่น โครงการ Traffy Fondue ก็จะทำต่อในเชิงรุกมากขึ้น ส่วนหลายเรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้วก็กลายเป็นงานประจำหรือรูทีน พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คือการมีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน โดยหัวใจหลักคือ “Action Plan” และตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งเป็นแกนสำคัญของการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่และเป็นเมืองแห่งความหวัง
เมื่อถามถึงจุดอ่อนเรื่องการปราบปรามทุจริต หลังหลายพรรคชูนโยบายใช้ AI ต่อต้านคอร์รัปชัน นายชัชชาติ มองว่า เป็นเรื่องดีที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าปัญหาทุจริตเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข และเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวมาถูกทาง แต่ไม่มองว่า AI จะเป็นคำตอบทั้งหมด เพราะ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ต้องทำงานควบคู่กับ “คน” พร้อมระบุว่า เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากขาดบุคลากรที่มีคุณภาพและจิตสำนึกที่ดี โดยยืนยันว่า “คน” ยังเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
เมื่อถามถึงนโยบาย “เส้นเลือดฝอย” ที่เน้นดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีพลังขับเคลื่อนทางการเมืองมากนัก นายชัชชาติ กล่าวว่า เส้นเลือดฝอยไม่ได้หมายถึงเฉพาะกลุ่มเปราะบาง แต่หมายถึงคนกรุงเทพฯ ทุกคน พร้อมย้ำว่าการดูแลกกลุ่มเปราะบางสามารถเปลี่ยนเมืองได้ เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน พร้อมยืนยันว่า เรื่องเส้นเลือดฝอยสะท้อนถึง “ใจเขาใจเรา” และเป็นสิ่งสำคัญของเมืองที่เข้าใจผู้คน
ส่วนหมายเลขผู้สมัคร “เบอร์ 9” นายชัชชาติ ยอมรับว่า ตอนแรกก็รู้สึกลุ้นเช่นกัน แต่เชื่อว่าประชาชนไม่ได้เลือกจากหมายเลข แต่เลือกจากนโยบายและผลงาน พร้อมมองว่าเลข 9 เป็นเลขที่ดี และหวังว่าจะได้เดินหน้าพัฒนากรุงเทพมหานครต่อไป
Advertisement