
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการอภิปรายแบบเปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council - UNSC) ในหัวข้อการธำรงรักษาวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และการส่งเสริมระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง ภายใต้ระเบียบวาระเรื่องการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ในวันที่ 26 พ.ค. 2569 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ตามคำเชิญของนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเป็นประธานการอภิปราย ในวาระที่สาธารณรัฐประชาชนจีนดำรงตำแหน่งประธาน UNSC ประจำเดือนพฤษภาคม 2569
โดย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในโอกาสนี้ ประเทศไทยขอแสดงความยินดีกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในการทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคง และขอชื่นชมความคิดริเริ่มของจีนในการจัดการอภิปรายที่ทันต่อสถานการณ์ในครั้งนี้ เมื่อ 80 ปีที่แล้ว ในยามที่องค์การสหประชาชาติถูกก่อตั้งขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ก่อตั้งต่างตระหนักถึงบทเรียนอันลึกซึ้งว่า เมื่อการแข่งขันระหว่างประเทศถูกปล่อยปละละเลยโดยไม่มีการตรวจสอบ ในท้ายที่สุดแล้ว ทุกฝ่ายจะมีความมั่นคงลดลง ซึ่งรวมถึงประเทศที่ทรงอำนาจด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงได้สร้างระบบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ ไม่ใช่บนพื้นฐานของอำนาจ และไม่ได้คำนึงถึงเพียงผลประโยชน์ของชาติเท่านั้น แต่ยังตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ว่า ความร่วมมือจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ของทุกฝ่าย
ในปัจจุบัน ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความขัดแย้งและความไร้เสถียรภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นที่ค่อยๆ ลดลงต่อระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง เมื่อแนวคิดผู้เข้มแข็งคือผู้ถูกต้องและการคำนวณผลประโยชน์แบบต่างตอบแทนเข้ามาแทนที่กฎเกณฑ์และหลักการที่สถาปนาไว้ ความไว้วางใจก็เริ่มสั่นคลอน และส่งผลให้รากฐานของระเบียบระหว่างประเทศเริ่มปรากฏรอยร้าวอย่างช้าๆ แต่แน่นอน
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในความเป็นจริง การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติต้องไม่ใช่เพียงแค่วาทกรรมหรือเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และความสุจริตใจต่างหากคือสิ่งสำคัญ ที่จะนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและการยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า สหประชาชาติต้องยังคงเป็นหลักของระบบระหว่างประเทศ และเป็นรากฐานของระเบียบโลก รวมถึงพหุภาคีนิยม ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรให้ความสำคัญกับแนวทางปฏิบัติ 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก รัฐสมาชิกต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกันที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยการใช้ความอดกลั้นและยึดมั่นในกฎเกณฑ์และหลักการที่เป็นรากฐานของสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ แน่นอนว่าประเทศมหาอำนาจย่อมต้องแบกรับความรับผิดชอบที่พิเศษกว่า เนื่องจากการกระทำของประเทศเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นต่อระบบ แต่ประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางก็ต้องมีเสียงที่เข้มแข็งร่วมกันในการปกป้องหลักการของกฎบัตรเช่นกัน ความชอบธรรมของระบบระหว่างประเทศไม่อาจขึ้นอยู่กับความต้องการของประเทศที่ทรงอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศในวงกว้างด้วย
แม้จะมีความบกพร่องอยู่บ้าง แต่สหประชาชาติยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่จริงในหลาย ๆ ด้าน ประเทศไทยยังคงให้การสนับสนุนบทบาทของสหประชาชาติอย่างเต็มที่ ดังนั้น เราจึงได้ร่วมสนับสนุนด้านความช่วยเหลือมนุษยธรรม การพัฒนาที่ยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการต่อต้านขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานเหล่านี้เน้นย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของสหประชาชาติ
ประการที่สอง เราต้องปฏิรูปและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันพหุภาคี ประเทศไทยสนับสนุนการปฏิรูปสหประชาชาติที่มีความหมายและมองไปข้างหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรจะยังคงมีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่หลากหลายมิติได้ เราขอชื่นชมท่านเลขาธิการสำหรับความเป็นผู้นำในการปฏิรูประบบสหประชาชาติ รวมถึงการริเริ่มโครงการ UN80 และเราหวังว่ามรดกนี้จะได้รับการสืบทอดต่อไปภายใต้วาระของเลขาธิการสหประชาชาติท่านใหม่
การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ห้องประชุมแห่งนี้ไม่ควรกลายเป็นสถานที่สำหรับฉายซ้ำของความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ต้องเป็นสถานที่สำหรับบริหารจัดการความแตกต่าง ก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นจะลุกลามกลายเป็นการเผชิญหน้า คณะมนตรีความมั่นคงต้องเพิ่มพูนความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส ความสามารถในการตอบสนอง และการเป็นตัวแทนที่มากขึ้นของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ในขณะเดียวกัน สมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ (P5) ต้องแสดงความรับผิดชอบและความรับผิดรับชอบที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ในกรณีที่เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือความโหดร้ายทารุณมหาศาล รวมถึงในกระบวนการสรรหาเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่
ประการที่สาม เราควรตระหนักว่าหลักภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็งและความร่วมมือแบบจุลภาค สามารถช่วยเสริมสร้างหลักพหุภาคีได้ ความร่วมมือขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นและขับเคลื่อนตามประเด็นเฉพาะ มักจะสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่ใช้งานได้จริงและเป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในภูมิภาคของเรา ภูมิภาคอาเซียนได้แสดงให้เห็นแล้วว่าความร่วมมือระดับภูมิภาคสามารถลดความตึงเครียด เสริมสร้างความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และรักษาการเจรจาไว้ได้ แม้ในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับจุลภาคควรช่วยเสริมสร้างระเบียบระหว่างประเทศในวงกว้าง ไม่ใช่ทำให้เกิดความแตกแยก นี่คือพหุภาคีนิยมในเชิงปฏิบัติ
สหประชาชาติอาจไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหาที่อยู่ตรงหน้าเราได้ แต่หากไม่มีองค์กรนี้ โลกจะยิ่งตกอยู่ในอันตราย ความแตกแยก และความไม่แน่นอนมากกว่านี้อย่างมาก คำถามที่แท้จริงต่อหน้าเราในตอนนี้ ไม่ใช่คำถามที่ว่าแต่ละประเทศจะแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองหรือไม่ เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็ต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่คำถามคือ เราจะสามารถร่วมกันกำหนดระบบที่ทำให้ความร่วมมือสามารถตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติได้ดีกว่าการเผชิญหน้ากันได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบ เสริมสร้างความเข้มแข็ง และปรับเปลี่ยนระบบให้เท่าทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้และสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของสหประชาชาติ ประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐสมาชิกทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าสหประชาชาติจะยังคงมีความน่าเชื่อถือ มีความสำคัญ และมีความสามารถในการส่งมอบสันติภาพ การพัฒนา และการเคารพสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคน
ท้ายที่สุดนี้ ท่านประธาน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่มีการพาดพิงถึงก่อนหน้านี้โดยเพื่อนชาวกัมพูชา กระผมขอให้ความมั่นใจแก่ท่านว่า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา และพร้อมที่จะก้าวไปไกลกว่าการหยุดยิงเพื่อมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน แต่ว่า สันติภาพที่ยั่งยืน เรียกร้องให้เราต้องสร้างความไว้วางใจและทำงานร่วมกันด้วยความสุจริตใจ เพื่อที่เราจะสามารถเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ร่วมกัน บนพื้นฐานของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ และกระผมขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า ประเทศไทยไม่ได้แสวงหาการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนของประเทศใดๆ ทั้งสิ้น
Advertisement