
(26 พ.ค. 2569) เวลา 09:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ชี้แจงข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า มีการหารือเรื่องนี้ และเขามีการถามมาเราก็ตอบไป ในบริบทของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี การที่ที่ตนมาเป็นรัฐบาล ช่วงที่มีการขัดแย้งอย่างรุนแรง และมีการปะทะกันอย่างรุนแรงทั้งทางกำลัง และการทูต หากประชาชนสังเกตตนจะใช้เวลาอยู่ตามแนวรบชายแดนมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยที่มีตนเป็นหัวหน้าพรรค มีจำนวน สส. แทบทุกจังหวัดในแนวชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางการเมือง ทำให้ตนลงไปพบกับประชาชนเป็นปกติอยู่แล้ว
ดังนั้น 7-8 เดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงที่เรามีการสู้รบกัน สถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด จึงใช้ความเป็นนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลด้านความมั่นคง ลงไปคลุกคลีกับผู้ปฏิบัติการภารกิจทั้งด้านความมั่นคง การปกครอง และการสาธารณสุข มีโอกาสไปยืนอยู่บนพื้นที่สู้รบ ได้เห็นสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเป็นจุดที่เมื่อต้องไปชี้แจงหรือให้ข้อมูลกับใคร ผู้นำหรือตัวแทนของประเทศ จะใช้การรายงานผลจากเจ้าหน้าที่ที่ส่งไป สำหรับประเทศไทยตนคือเจ้าหน้าที่คนนั้น และมีสถานะเป็นผู้นำรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวหา มีการได้รับรายงานว่าไทยอย่างนั้นอย่างนี้ หรือรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ซึ่งตนสามารถชี้แจงโดยที่ลูกนัยน์ตาไม่หลบสายตาของเขา และชี้แจงด้วยความมั่นใจ และหลักฐาน ตนถ่ายรูปทุกรูปด้วยตัวเอง ไม่ได้ดูหลักฐานใดๆ และมีการชี้แจงให้ดูแต่ละจุดว่าจริงเท็จอย่างไร โดยส่วนที่จริงเราก็บอกว่าจริง และส่วนที่เท็จเราก็แก้ไข ซึ่งทุกประเทศที่มาพบกับตนเพื่อต้องการข้อมูลจะได้รับ การชี้แจง และมีความมั่นใจว่าประเทศไทยดำรงฐานะด้วยความเหมาะสมทุกประการ และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ในการรักษาอธิปไตย รักษาแผ่นดิน และความปลอดภัยของประชาชน
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในการเดินทางเยือนฝรั่งเศสในครั้งนี้ จึงถือโอกาสคุยกับ UNESCO เพราะเขาได้แจ้งมาว่า กัมพูชาได้ร้องขอให้ไปสำรวจวัด ที่มีการจดทะเบียนมรดกโลก ว่าได้รับผลกระทบจากการที่ไทยไปโจมตีต่างๆ ในช่วงสู้รบ ซึ่งตนบอกว่า Fair enough ทุกประเทศสามารถร้องขอการดำเนินการต่างๆจากองค์กรนานาชาติได้ แต่ถ้าเป็นประเด็นสิ่งที่เป็นมรดกโลก ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ จากการปะทะ ดารโจมตีทางหทาร ก็ขอให้มาสำรวจ ประเทศไทยด้วย อย่าไปสำรวจประเทศที่ร้องขอเพียงอย่างเดียวควรที่จะแจ้งมายังประเทศคู่กรณีที่มีชายแดนติดกัน จะได้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องของการสู้รบการโตมตีฝ่ายเดียว แต่ตรงกันข้าม ประเทศไทยดำรงตนอยู่ในสถานะ เป็นผู้ปกป้องอธิปไตย ซึ่งตนได้พูดกับ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ช่วงคืนที่ผ่านมาว่า We More and the Defensive Sign ว่าเป็นฝ่ายปกป้อง แต่แน่นอนว่า ถ้ามีการรุกลานเข้ามาเราก็พร้อมจัดเต็ม ซึ่งเป็นหนึ่งโอกาสที่รัฐบาลไทยได้ชี้แจงให้ประชาคมโลกได้รับทราบ
Advertisement