
ช่วงเย็นวานนี้ (19 พ.ค. 2569) เวลา 18.30 น. ที่สวนมกุฎรมยสราญ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ "เต้ พระราม 7" ประธานกลุ่ม "กรุงเทพบินได้" พร้อมทีมบริหาร กทม. เดินทางมาร่วมเต้นแอโรบิกออกกำลังกายกับประชาชนชาวนนทบุรี ท่ามกลางบรรยากาศฝนตกโปรยปราย แต่เจ้าตัวยังคงโชว์สเต็ปเต้นอย่างคึกคักกลางสายฝน สร้างความสนใจให้กับประชาชนและแฟนคลับที่เข้ามาขอถ่ายภาพอย่างต่อเนื่อง
นายมงคลกิตติ์ เปิดเผยว่า ปกติตนออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งการเดิน เล่นเวท และคาร์ดิโอ ต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี โดยช่วงนี้ต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพ ไม่ใช่เฉพาะคนกรุงเทพฯ แต่รวมถึงประชาชนใน จ.นนทบุรี เพราะปัจจุบันพบว่าคนป่วยมีจำนวนมาก ทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขมหาศาล ทั้งโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค สิทธิประกันสังคม รวมถึงสวัสดิการข้าราชการและแรงงานต่างด้าว ซึ่งเฉลี่ยใช้งบประมาณปีละกว่า 3 แสนล้านบาท
โดยตนมองว่าสิ่งสำคัญของชีวิตแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ การออกกำลังกาย 30% การทำงาน 30% และอีก 40% คือการพักผ่อนให้ครบ 8 ชั่วโมง รวมถึงการแบ่งเวลาให้ครอบครัว เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น หลังพบว่าอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่องจนหลายโรงเรียนเอกชนทยอยปิดตัว ถือเป็นวิกฤติสำคัญของประเทศ
นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงการเปิดตัวทีม "กรุงเทพบินได้" สำหรับการเลือกตั้ง กทม. ปี 2569 ว่า ขณะนี้ได้วางตัวผู้สมัครและทีมงานไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พ.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ที่บริเวณท่าเรือหลังวัดเทพลีลา ภายใต้ชื่อ "กรุงเทพบินได้" ส่วนตนรับหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษา ดูแลการหาเสียงและวางนโยบายทั้งหมด พร้อมใบ้ว่าผู้สมัคร เป็นผู้ชายหน้าตาเหมือน okpสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ตอนหนุ่ม กวนตีนเหมือนกัน สูง 182 อายุ 46 ปี ส่วนรองผู้ว่ามีตั้งแต่อายุ 30-70 ปี ส่วนตนยังคงรั้งตำแหน่งประธานที่ปรึกษาคุมการหาเสียง วางนโยบายทั้งหมดในการแก้ไขปัญหาเอง
สำหรับสาเหตุที่เลือกวัดเทพลีลาเป็นสถานที่เปิดตัว เพราะต้องการสะท้อนปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของ กทม. ที่ยังแก้ไม่ได้มาหลายสมัยผู้ว่าฯ โดยตั้งเป้าจะฟื้นฟูคลองแสนแสบให้กลับมาน้ำใสสะอาด สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้เหมือนในอดีต
นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ตึก ปปง. ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว พร้อมเสนอแนวคิดให้ตึกสูงตั้งแต่ 20 ชั้นขึ้นไป ต้องมีอุปกรณ์ "Best Jumping" หรือเครื่องโดดร่มฉุกเฉินประจำอาคาร โดยคาดว่าหากสั่งซื้อจำนวนมาก ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 60,000-80,000 บาทต่อชุด รวมถึงควรมีนาฬิกาพิเศษสำหรับวิเคราะห์ทิศทางการกระโดดกรณีตึกเอียง และต้องมีการฝึกซ้อมใช้งานจริง
ส่วนปัญหาการจราจร นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า ในอนาคตจะผลักดันการเดินทางทางอากาศ โดยมองว่ารถยนต์ไฟฟ้าบินได้จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต และรถยนต์สันดาปจะลดลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันยังมองว่าวิกฤติราคาน้ำมันส่งผลต่อค่าครองชีพประชาชน พร้อมเสนอแนวคิดให้ กทม. ใช้งบประมาณส่วนหนึ่งเข้าซื้อโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดผลกระทบด้านพลังงานให้ประชาชน
พร้อมกันนี้ยังวิจารณ์การบริหารงานของ ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน ว่ายังพบปัญหาคอร์รัปชัน โดยเฉพาะกรณีเครื่องออกกำลังกายที่มีราคาสูงกว่าความเป็นจริงถึง 7-8 เท่า พร้อมระบุว่าหากกลุ่มของตนได้บริหาร กทม. จะปรับระบบงบประมาณใหม่ โดยกำหนดต้นทุน ราคากลาง และกำไรให้ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้กับสวัสดิการและสุขภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง
นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์บริเวณอโศก-ดินแดง ว่า ปัญหานี้เกิดจากมาตรการป้องกันที่ยังไม่รัดกุม พร้อมเสนอให้กรมทางหลวงสร้างทางลอดใต้ทางรถไฟทุกจุดทั่วประเทศ ส่วนระยะสั้นควรใช้ไม้กั้นแบบเหล็กเลื่อนตามแบบประเทศจีน เพื่อป้องกันรถฝ่าแนวกั้น และควรเพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้นสำหรับผู้ฝ่าฝืน
ส่วนปัญหา PM2.5 มองว่าเกิดจากรถยนต์เก่าที่ปล่อยมลพิษ และควรเข้มงวดการตรวจสภาพรถมากขึ้น ขณะที่แนวทางหารายได้เข้าประเทศ ตนเคยเสนอในสภาหลายครั้งแต่ยังไม่ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนในภาคประชาชนต่อไป
ช่วงท้าย นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า ในวันรุ่งขึ้นจะลงพื้นที่หาเสียงที่โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน โดยเน้นกลุ่มนักเรียน ม.6 ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มเยาวชนให้ช่วยบอกต่อผู้ปกครองในการเลือกตั้งครั้งหน้า พร้อมกล่าวทิ้งท้ายถึงแนวคิดด้านเทคโนโลยีและพันธุกรรมว่า ในอนาคตอาจมีการร่วมมือกับต่างประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีตัดต่อยีนและพันธุกรรมอีกด้วย
Advertisement