
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ขอ พิจารณาคำร้องเพื่อส่งสารรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าจะนำคำร้องมาพิจารณา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 วันตามกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้ เพื่อพิจารณาคำร้องโดยไม่มีการแก้ไข และส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ด้านนายณัฐพงษ์ ได้กล่าวว่า พรรครวมฝ่ายค้านได้เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานสภา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ว่า พ.ร.ก.เงินกู้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามมาตรา 172 วรรค 1 โดยขอย้ำว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่มีความพยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เป็นการเปลี่ยนผ่านเรื่องโครงสร้างของพลังงานหรือไม่ โดยการเอาเรื่องการเยียวยามาเป็นตัวประกันหรือไม่ ถือเป็นเนื้อหาที่อยู่ในคำร้องที่ยื่นต่อประธานสภา และยังมีข้อมูลประกอบให้ศาลรัฐธรรมนูญ เช่น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ซึ่งองค์ประกอบเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พบว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน งานสามารถทำอยู่ในระบบสามารถทำอยู่ในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ไม่มีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ ในลักษณะนี้ นอกจากนี้ ยังมีความเห็นอื่นของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เช่น มาตรการการเยียวยาของรัฐบาลที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้
ด้านนายกรณ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การกู้ยืมเงินมาใช้ในรัฐบาลถือเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลทำได้ หากขาดดุลงบประมาณและนำเงินมาดูแลเศรษฐกิจ แต่มีข้อจำกัด เช่น ทุกรัฐบาลสามารถขาดดุลได้ ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เตรียมเสนอการขาดดุลประมาณ 8 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ถ้าไม่ใช้เงินโดยเร่งด่วนจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่มีการขยายความของคำว่า เร่งด่วน คือเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจุดนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านมองว่า การที่รัฐบาลเสนองบขาดดุลสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐบาลชุดต่างๆและการออก พ.ร.ก.เงินกู้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะจากที่ได้ศึกษาสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เทียบกับการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ในอดีตที่เกิดขึ้นช่วงสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้งจนมีข้อสรุปว่า การออกเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในมาตรา 172
ส่วนหากศาลไม่รับคำร้อง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า โดยตามหลักการมีการประกาศราชกิจจาฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ในตัวคำร้อง ได้มีการขอให้ศาลวินิจฉัยโดยมีคำสั่งในเบื้องต้นว่าจะรับคำร้องในการพิจารณาหรือไม่ หากรัฐบาลดำเนินการใช้จ่ายเงินไปก่อน แต่ศาลมีคำสั่งภายหลังว่ากฎหมายเงินกู้ไม่มีผลบังคับใช้ ก็อาจจะมีผลตามมาโดยเงินที่ใช้ไปก่อนหน้าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ซึ่งในคำร้องทางฝ่ายค้านได้ดำเนินการอย่างรัดกุม เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเฉพาะหน้า โดยเฉพาะการระงับการเบิกจ่ายเงินก้อน 200,000 ล้านบาท เพราะไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใด โดยตามเงื่อนไขมาตรา 173 ของรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยส่วนตัวยืนยันว่าฝ่ายค้านเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ ซึ่งต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเองมีคำวินิจฉัย ที่ทำให้สังคมตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัย เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบบว่าให้ทำถนนลูกรังให้หมดก่อนที่จะทำรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นการก้าวล่วงฝ่ายบริหาร จากกรณีนี้ฝ่ายค้านก็พยายามรอบคอบและรัดกุมให้มากที่สุด เพื่อใช้อำนาจนิติบัญญัติที่มีเสียงข้างน้อยทำการถ่วงดุลฝ่ายบริหารและป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเกินความจำเป็น
ถ้าหากไปศึกษาแต่ถ้าหากศึกษามาตรา 53 ตาม พ.ร.ก.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุชัดเจนว่า การออกเงินกู้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อภารกิจเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงขอให้เปรียบเทียบการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และ แฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจ ถ้าไม่กู้เงินโดยเร็วจะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และขอให้มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิจารณญาณของศาลรัฐธรรมนูญ
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ฝ่ายค้านจะดำเนินการเสนอญัตติพิจารณาคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดหวังว่ารัฐบาลจะไม่มาโหวตคว่ำ เพราะ การอาศัยอำนาจตั้งคณะกรรมการนี้ถือเป็นการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งในการพิจารณางบประมาณ หากรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะปกปิดหรือสอดไส้ หรือตีเช็คเปล่า ก็ไม่จำเป็นใดๆที่จะโหวตคว่ำญัตตินี้
Advertisement