
วันที่ 6 พ.ค. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) ในญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด โดยระบุว่า จากประสบการณ์ในการติดตามปัญหาเรือนจำในพื้นที่กรุงเทพฯ มานาน พบว่าปัญหาหลักยังคงเป็นเรื่องความแออัด โดยเฉพาะเรือนจำที่ใช้คุมขังผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาคดี เช่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้ต้องขังจำนวนมากจากคดีที่กระบวนการยุติธรรมยืดเยื้อ แม้ปัจจุบันจะมีการใช้กำไล EM ช่วยลดจำนวนผู้ต้องขังบางส่วนแล้วก็ตาม
นายอรรถวิชช์ เสนอว่า รัฐไม่จำเป็นต้องสร้างเรือนจำใหม่ทั้งหมด แต่ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงอาคาร โรงเรือน ห้องน้ำ และสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและลดปัญหาความแออัด ส่วนกรณีนักโทษ VIP และกลุ่มจีนเทาที่เป็นกระแสข่าวว่าได้รับสิทธิพิเศษภายในเรือนจำ ควรแยกผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวไปอยู่ในเรือนจำระดับ SuperMax หรือเรือนจำความมั่นคงสูง พร้อมเสนอแนวคิดนำ “แท่นขุดเจาะน้ำมันร้างกลางทะเล” ที่เคยเป็นนโยบายหาเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ มาปรับใช้เป็นเรือนจำความมั่นคงสูง ซึ่งปัจจุบันมีแท่นขุดเจาะน้ำมันร้างจำนวน 190 แท่น หลังหมดสัมปทานบริษัทเอกชนต้องใช้งบประมาณหลายร้อยล้านบาทต่อแท่นในการรื้อถอน ขณะเดียวกัน บริษัท ปตท.สผ. รับโอนไปแล้ว 130 แท่น ยังเหลืออีก 60 แท่น ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ ซึ่งหากนำแท่นขุดเจาะร้างมาใช้เพียง 1 แท่น ก็สามารถดัดแปลงเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงรองรับผู้ต้องขังได้ประมาณ 300 คน และใช้งบประมาณไม่มาก เพราะเดิมมีงบสำหรับการรื้อถอนอยู่แล้ว
นายอรรถวิชช์ ยังระบุว่า ในการจัดทำงบประมาณปีต่อ ๆ ไป อยากเห็นการลงทุนเพื่อลดความแออัดในแดนแรกรับ ปรับปรุงสภาพเรือนจำ และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคง เพื่อให้ระบบราชทัณฑ์สามารถรองรับผู้ต้องขังได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย.
Advertisement