
นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าการปราบปรามการกักตุนน้ำมัน โดยพุ่งเป้าไปที่ “เสี่ยตือ” โดยระบุว่ามีพฤติกรรมกักตุนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง กว่า 3 แสนลิตร และยังเชื่อมโยงกับธุรกิจกาสิโน-สแกมเมอร์ชายแดน
รังสิมันต์ นำเสนอระบุว่า เครือข่ายของบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการติดสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่าเครือข่ายของเสี่ยตือมีสถานะเป็นลูกหนี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท และมีการบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยจำนวน 1 ล้านบาท
สำหรับพฤติการณ์การกระทำความผิด รังสิมันต์ชี้ให้เห็นว่า มีการดำเนินคดีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทองมากกว่า 300,000 ลิตร แต่ยังไม่พบความคืบหน้าในการขยายผลไปสู่การยึดอายัดทรัพย์สินตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ทั้งยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ดำเนินการจัดซื้อคลังน้ำมันและท่าเรือจากบริษัทในเครือข่ายดังกล่าวที่จังหวัดเพชรบุรี มูลค่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายกระบวนการฟอกเงิน
ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ชี้แจงความคืบหน้าว่า กระทรวงพลังงานได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงยุติธรรมเพื่อระบุตัวผู้บงการขบวนการดังกล่าว ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับกรณีการกักตุนและปลอมปนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทองเป็นคดีพิเศษแล้ว โดยมีการตั้งข้อหาเบื้องต้นเกี่ยวกับการจำหน่ายน้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานตามมาตรา 49 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ลงนามแต่งตั้ง ‘คณะทำงานชุดปฏิบัติการสุดซอย’ เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการตรวจสอบการขนส่งและการรายงานข้อมูลน้ำมันย้อนหลังไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีเป้าหมายตรวจสอบคลังน้ำมันทั้ง 92 แห่งทั่วประเทศ หากพบพฤติกรรมการกักตุนหรือการรายงานข้อมูลเท็จจะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ข้อยกเว้น
เอกนัฏ ยืนยันว่าข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายค้านจะถูกนำไปขยายผล และได้ตอบรับที่จะเชิญ รังสิมันต์ โรม ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีและสมุทรปราการร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสัปดาห์หน้าเพื่อความโปร่งใสในระหว่างการซักถาม รังสิมันต์ได้ตั้งประเด็นถึงความสามารถของรัฐมนตรีในการตรวจสอบบุคคลในคณะรัฐมนตรีด้วยกันเอง โดยเฉพาะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาเอกนัฏได้ตอบประเด็นนี้โดยยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ยึดตามนโยบายพรรคที่ประกาศไว้ คือการไม่สนับสนุนทุนเทาและธุรกิจผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะเป็นใครหรือสังกัดพรรคใด
เอกนัฏ ระบุเพิ่มเติมว่า การทำงานที่ผ่านมาได้พิสูจน์ผ่านการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลกำไรของผู้ค้ากลุ่มทุนพลังงานจำนวนมาก ดังนั้น ในการจัดการปัญหาไอ้โม่งกักตุนน้ำมันและการฟอกเงิน รัฐบาลพร้อมที่จะสืบท้าวความถึงต้นตอของขบวนการทั้งหมด โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มอบหมายหน้าที่และยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้ หากการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงไปถึงฐานความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ก็จะดำเนินการส่งข้อมูลให้ดีเอสไอเพื่ออายัดทรัพย์สินและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
Advertisement