
วันนี้ (23 เมษายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล
โดยมีพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้แทนเหล่าทัพ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้มีเรื่องการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถูกจับตาอย่างมาก ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ภายหลังเกิดเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงกรณีการแสดงความเห็นของแม่ทัพภาคที่ 4 ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง
ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางสำคัญ 5 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1 การจัดการด้านการศึกษา โดยจะมีการปรับระบบการศึกษาในพื้นที่ทั้งเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรม และชุมชน รวมถึงการจัดการเรียนการสอนศาสนาอิสลามให้เหมาะสม โดยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลัก
ประเด็นที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในอนาคต โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณสำหรับการฝึกอบรมและพัฒนา
ประเด็นที่ 3 ความร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการบังคับใช้กฎหมาย โดยจะเพิ่มความร่วมมือในการควบคุมชายแดน ป้องกันการเคลื่อนย้ายกำลังหรืออาวุธ และเดินหน้ากระบวนการพูดคุยทั้งในและนอกประเทศควบคู่กัน
ประเด็นที่ 4 เห็นชอบแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ
และประเด็นที่ 5 เห็นชอบแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เพื่อสานต่อการดำเนินงานจากรัฐบาลชุดก่อน รวมถึงการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2569 จำนวน 7 ด้าน โดยมีพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งในแต่ละด้านจะมีผู้เชี่ยวชาญร่วมทำงาน รวมประมาณ 30 คน
ทั้งนี้ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติยืนยันว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการหารือถึงคดีลอบยิง ส.ส.จังหวัดนราธิวาส โดยเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป
ส่วนกรอบระยะเวลาในการยกเลิก MOU 44 ยังไม่มีการกำหนดชัดเจน มีเพียงการเห็นชอบในหลักการและกระบวนการ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ดำเนินการ และอาจต้องประสานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเทศกัมพูชา พร้อมยึดแนวทางตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS 1982) ต่อไป
Advertisement