
วันที่ 9 เม.ย.2569 การประชุมรัฐสภาในการแถลงนโยบายรัฐบาล นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายชื่นชมคณะรัฐมนตรีที่ได้เข้ารับตำแหน่งในการบริหารราชการแผ่นดิน และขอให้ฉายา ครม. ว่าเป็นรัฐบาลอุลตร้าแมนพลัส เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีท่าประจำตัวในการลงพื้นที่ เป็นการทำมือคล้ายถ้าอุลตร้าแมนทุกครั้ง แต่เป็นเหมือนอุลตร้าแมนที่ไร้พลังงาน เพราะตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีราคาน้ำมันสูงขึ้น ราคาพลังงานก็สูงขึ้น ทำให้ประชาชนอยู่อย่างยากเย็นลำบากตลอดมา ซึ่งตนอยากทวงถามนโยบายที่พรรคของนายกรัฐมนตรี ได้รณรงค์หาเสียง และบอกต่อสาธารณะชนทั้งหลาย คือนโยบายพยาบาลอาสาหมู่บ้านละหนึ่งคนมีค่าตอบแทนคนละ 15,000 บาท แต่ตนอยากถามว่าพยาบาลอาสา มีหน้าที่ซ้ำซ้อนกับอสม.หรือไม่ หรือที่ผ่านมาท่านใช้อสม. พอแล้ว ไม่ต้องการอสม.แล้วใช่หรือไม่ ขณะเดียวกันเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการ ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายฉบับนี้เลย
นายชัยชนะ กล่าวถึง นโยบายหลักประกันสุขภาพ ในคำแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะยกระดับหลักประกันสุขภาพของคนไทย ทั้งนี้หลักประกันสุขภาพเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2545 โดยหน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่จัดการจัดสรรงบประมาณ ส่วนสปสช. เป็นผู้บริหารกองทุน และซื้อบริการส่วนหน่วยบริการสุขภาพทางภาครัฐและเอกชนเป็นผู้ให้บริการ โดยที่ที่ผ่านมาได้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปีมาโดยตลอด ในปี 2568 งบประมาณถึง 1.6 แสนล้านบาท ปี 2567 ประมาณฯ จำนวน 1.7 แสนล้านบาท โดยในปี 2569 งบประมาณฯ จำนวน 1.9 แสนล้านบาท เหมาจ่ายรายหัว จำนวน 47 ล้านคน คนละ 4,175 บาท แต่ที่รัฐไม่ได้บอกคือในจำนวนนี้รวมเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ปัญหาของหลักประกันสุขภาพที่พบอยู่ในขณะนี้เมื่อมีการรักษา มีต้นทุนการรักษาอยู่ที่ประมาณ ไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี แต่เบิกจ่ายได้จริงไม่ถึง 10,000 บาท ทำให้โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงโรงพยาบาลชุมชนขาดทุนทุกปี ตนไม่ได้ต้องการจะบอกว่าหลักประกันสุขภาพไม่ดี แต่รัฐบาลต้องหาเงินมาให้โครงการนี้และจัดให้ระบบมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ซึ่งหากดู เงินบำรุงคงเหลือในปี 2566 ไตรมาสแรกเหลือเงิน 82,000 ล้านบาท เพราะปี 2567 เหลือ 76,000 ล้านบาท ในปี2568 เหลือ 50,000 ล้านบาท และในปี 2569 เหลือ 22,000 ล้านบาท สิ่งที่น่าหดหู่คือในประเทศไทยมีโรงพยาบาลทั้งหมด 903 โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลชุมชน 700 กว่าแห่ง เป็นโรงพยาบาลทั่วไป 98 แห่ง เป็นโรงพยาบาลศูนย์ 36 แห่ง แต่วงเงินที่เป็นบวกอยู่ที่ 34,000 ล้านบาท แต่ติดลบ 11,000 ล้านบาท สรุปคือใน 903 แห่งมีเงินติดลบ 403 แห่ง เนื่องจากค่ารักษาที่มีต้นทุนเฉลี่ยสูงกว่าการเบิกจ่ายงบประมาณ ตนอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับหลักประกันสุขภาพ ถ้ามองว่าหลักประกันสุขภาพเมื่อให้งบประมาณไปแล้วไม่ติดตามว่าโรงพยาบาลมีปัญหาอย่างไรการทุจริตคอรัปชั่นมีปัญหาอย่างไร งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขมากกว่า 70% ใช้กับงบประมาณการรักษา มีงบฯ ป้องกันอยู่เพียง 9% เรามีผู้ป่วยสะสม NCD ประมาณ 20,000 ราย มีค่าใช้จ่ายประมาณหัวละ 15,000 บาท ใช้งบประมาณกว่า 30,000 ล้านบาท
นายชัยชนะ กล่าวว่า ท่านเขียนในนโยบายเพียงว่าต่อไปจะรักษาคนด้วย ai แต่ ไม่เขียนถึงแนวทางการนำเข้ายาจากต่างประเทศหรือการใช้ยาในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องตระหนักตลอดเวลาชีวิตมนุษย์มีค่าทุกชีวิตถ้าไม่ดูแลสุขภาพชีวิตมนุษย์ที่ดีแล้วประชาชนชาวไทยจะมีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร ตนได้ลงพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนว่ามีการเบิกจ่ายล่าช้า มีปัญหาการเบิกจ่ายมาแล้วแต่โดนเรียกคืนเนื่องจากกรอกเอกสารไม่ครบถ้วน หรือแม้แต่การจ่ายงบประมาณทีละไตรมาส ยากต่อการบริหารจัดการ รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ประชาชนฝากความหวังเพราะเป็นการผสมกันระหว่างหนูกับหนิม ซึ่งตอนเลือกตั้งหนิม ก็แนะนำหนูมาโดยตลอด แต่เมื่อมาผสมกันหนิมก็มาคารวะหนูอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลหนูกับหนิมที่ผสมแดงกับน้ำเงินคนไทยทั้งประเทศกำลังรออยู่ว่าจะนำพาวิกฤตนี้ออกจากวิกฤตได้อย่างไร
ตนจึงอยากจะฝากถึงนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางในการแก้ไข 5 แนวทางในหลักประกันสุขภาพ คือ 1.ต้องปรับปรุงหลักข้อมูลต้นทุนที่แท้จริง 2.ต้องปฏิรูปโครงสร้างเงินเดือนแยกเงินเดือนออกจากงานเหมาจ่ายอย่างถาวร 3.เพิ่มประสิทธิภาพ ai และ digital audit ใช้ระบบอัตโนมัติตรวจสอบข้อมูลเบิกจ่าย 4. การบริหารความต้องการการบริการการสื่อสารประชาชนอย่างตรงไปตรงมา 5.การหาแหล่งรายได้ทางเลือก โมเดลการร่วมจ่ายหรือภาษีสุขภาพ
การแก้ไขวิกฤตหนี้สินโรงพยาบาลไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใด แต่เป็นวิกฤตของประเทศชาติที่ต้องทุกหน่วยงานต้องช่วยกันแก้ไข
สุดท้ายนี้อยากฝากข้อความไปถึงนายกรัฐมนตรี ท่านอย่ามองชีวิตประชาชนเหมือนพรรคการเมืองผู้ร่วมอุดมการณ์ของท่าน เมื่อปลายปีที่แล้วจากพรรคกล้าธรรม อย่าทิ้งเขากลางคันพรรคการเมืองที่เคยร่วมอุดมการไว้กลางทะเล ท่านจงรักษาประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยที่แท้จริงให้อย่างเต็มเปี่ยมด้วย
Advertisement