
วันที่ 9 เม.ย. 2569 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอธิบายขั้นตอนการพิจารณาพิพากษา คดีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 (1) ประกอบมาตรา 226 วรรคเจ็ด กําหนดให้ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาพิพากษา คดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาวินิจฉัย กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดกล่าวหาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระหรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
โดยกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาในเรื่องนี้ จะมีระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 กําหนดขั้นตอนปฏิบัติไว้ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1. เมื่อมีการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ในกรณีที่ศาลเห็นว่า คําร้องไม่ถูกต้อง ศาลอาจสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กําหนดได้ หากผู้ร้องไม่ดําเนินการ ศาลมีอํานาจสั่งไม่รับคําร้องนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน
2. หากคําร้องถูกต้องแล้ว ศาลจะมีคําสั่งรับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แล้วส่งสําเนาคําร้องให้ผู้คัดค้าน หรือแจ้งให้ผู้คัดค้านมารับสําเนาคําร้อง
3. เมื่อศาลมีคําสั่งรับคําร้อง ผู้คัดค้านต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคําพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น และศาลจะแจ้งคําสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
4. ศาลจะประกาศกําหนดวันนัดพิจารณาครั้งแรกให้คู่ความทราบไม่น้อยกว่า 5 วันก่อนวันนัด และกําหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานและวันไต่สวน เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลจะมีคําพิพากษาต่อไป
Advertisement