
(9 เม.ย. 2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาล นางนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า รัฐบาลนี้จัดตั้งในภาวะวิกฤตพลังงาน และวิกฤตเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ซึ่งดูจากตัวทั้งนโยบาย 23 ข้อแล้ว ตนเห็นว่ารัฐบาลกำลังจัดนโยบายอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์แต่ประชาชนทั้งประเทศมีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ รัฐบาลมัวแต่ท่องคาถา"รวยไม่ไหวแล้ว" คนที่รวยมีแต่พวกท่าน แต่เสียงของประชาชนคือเขาทนไม่ไหวแล้ว ตนนั่งฟังนายกรัฐมนตรีแถลงด้วยความปวดใจเพราะปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้บรรจุเอาไว้ในนโยบายของรัฐบาล ถ่อยแถลงของนโยบายใช้วาทกรรมสวยหรู แต่ไม่ได้แก้ปัญหา เปรียบเหมือนประเทศกำลังอยู่ในห้อง ICU และชวนประชาชนมาสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล
นางนันทนา กล่าวอีกว่า ชีวิตของชาวภาคเหนือในเวลานี้กำลังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับฝุ่นพิษ PM 2.5 พวกเขาอยู่กับบรรยากาศเลวร้ายที่สุดในโลกมา 2 สัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่บรรจุเรื่องนี้ลงไปในนโยบาย อีกทั้งยังไม่มีเจตจำนงที่จะนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมาดำเนินการให้เป็นกฎหมายต่อไป รัฐบาลนี้มองว่าชีวิตของประชาชนมีค่าน้อยกว่าผลกำไรของนายทุนเท่านั้นหรือ ส่วนเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชนทั้งประเทศที่กำลังเผชิญอยู่คือเรื่องพลังงาน ตอนนี้น้ำมันแพงส่งผลต่อไฟฟ้า ทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าราคาแพงเพราะค่าพร้อมจ่าย ที่คนไทยจะต้องแบกให้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้า แต่ได้ค่าตอบแทนตามสัญญา ถามว่าทำไมรัฐบาลไม่รื้อโครงสร้างสัญญาทั้งหมด เพื่อปลดปล่อยคนไทยให้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่สมเหตุสมผล
นางนันทนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนเรื่องอนาคตของประเทศที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลจงใจไม่ใส่ไว้แม้แต่ประโยคเดียว ทั้งนี้นโยบายฉบับเดิมเขียนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้เพียง 3 บรรทัด ก็ว่าน้อยแล้วแต่ฉบับนี้ไม่เขียนถึงเลย ทั้งที่ประชาชนคนไทย 21 ล้านเสียง ลงมติให้มีการแก้รัฐธรรมนูญไปพร้อมกับการเลือกท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี แช้วจะมาเทกันกลางแดดแบบนี้ไม่ได้ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่ควบคุมกติกาหลักของประเทศไว้ ทั้งนี้ที่ประเทศเราถดถอยมี GDP 1.8 เปอร์เซ็นต์ ในเวลา 10 ปีก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเมื่อประชาชน 60% แสดงเจตจำนงชัดเจนเห็นชอบว่าจะให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามประชามติโดยเร็วแล้วเหตุใดจึงไม่บรรจุลงไปในนโยบาย
เช่นเดียวกับเรื่องนิติธรรมที่ประชาชนจับตาอยู่ก็ไม่ได้บรรจุไว้ในส่วนใดของนโยบายเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ คดีฮั้วสว. คดีเขากระโดงก็จะถูกเป่าหายไปในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเช่นนั้นหรือ และจากคำแถลงนโยบายทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีเจตจำนงที่จะรักษาชีวิต ปากท้อง และอนาคตของประชาชนไว้แม้แต่น้อย พูดได้เลยว่ารัฐบาลจัดนโยบายแบบไม่เห็นหัวประชาชน คำถามคือแล้วรัฐบาลนี้ตั้งมาเพื่อใคร
Advertisement