
(7 เม.ย. 2569) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาพิธีสักการะ "พญาคชสีห์สยามปฐพีพิทักษ์" และ "พญาคชสีห์ราชเสนีพิทักษ์" ที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ และเยี่ยมชมนิทรรศการยุทโธปกรณ์
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ว่า จากสถานการณ์โลกและภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในยุคสงครามสมัยใหม่ที่เทคโนโลยี เช่น โดรน มีบทบาทสำคัญ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตยุทโธปกรณ์ได้เองในหลายด้าน ตั้งแต่กระสุนปืนขนาดต่างๆ ไปจนถึงอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งสามารถนำไปใช้งานในสถานการณ์จริงได้ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในมาตรฐานงานวิจัยและพัฒนาของ สทป. ที่มีการนำไปใช้ในสมรภูมิจริงแล้ว
พล.ท.อดุลย์ ระบุอีกว่า จะบูรณาการการใช้งานโดรนระหว่างเหล่าทัพให้เป็นเอกภาพ ครอบคลุมทั้งภารกิจทหารและการช่วยเหลือสาธารณภัย โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการรับฟังข้อมูลเพื่อนำไปกำหนดนโยบายร่วมกัน ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะช่วยสร้างงาน ลดการนำเข้า และเปิดทางให้เอกชนร่วมลงทุน รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสู่การผลิตในประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังกล่าวถึงมาตรการประหยัดพลังงานของกระทรวงกลาโหม ว่า ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลแล้ว เช่น การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การใช้พาหนะเท่าที่จำเป็น และการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศา โดยยอมรับว่าบางหน่วยงานยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบ เนื่องจากข้อจำกัดด้านภารกิจ
ส่วน สถานการณ์น้ำมัน จะส่งผลกระทบกับการดำเนินภารกิจของกองทัพหรือไม่ ยอมรับว่ายังอยู่ระหว่างการหารือ เนื่องจากเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียงวันเดียว พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวตามข้อเท็จจริง โดยเตือนถึงภัยของสงครามข้อมูลข่าวสาร หรือ Hybrid Warfare ที่อาจสร้างความแตกแยกในสังคม อีกทั้งยังขอให้ประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมย้ำว่าทหารทุกระดับมีความสำคัญเท่าเทียมกัน และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สายการบังคับบัญชา ไม่ใช่การแบ่งชนชั้น
ในประเด็นการบิดเบือนข้อมูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้ำว่า ต้องยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก พร้อมเปิดรับการตรวจสอบ หากพบเจ้าหน้าที่กระทำผิดก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยยืนยันว่าไม่สามารถปกปิดข้อเท็จจริงได้ในยุคปัจจุบัน
สำหรับปัญหาการลักลอบขนน้ำมันในพื้นที่ทางทะเล ระบุว่า มีระบบติดตามเรือผ่าน AIS ครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและอันดามัน สามารถตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การกักตุนหรือประวิงเวลา ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน
ส่วนกรณีที่ นายสนธิญา สวัสดี ยื่นเรื่องเรียกร้องให้มีการจัดการปัญหาชายแดน โดยเฉพาะ "มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้" ที่เข้ามามีบทบาทนั้น มองเรื่องนี้อย่างไร พลโทอดุลย์ ระบุว่า พร้อมรับฟังและไม่ปฏิเสธข้อเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมา ภาคประชาชนมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของทหารในช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านเสบียงและการเข้าถึงพื้นที่อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าการสนับสนุนดังกล่าวเป็นภาพของความร่วมมือและความห่วงใยจากประชาชนต่อทหารในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ แต่หากมีการดำเนินการที่เกินขอบเขตหรือไม่เหมาะสม ก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป โดยยืนยันว่าในภาวะปกติ รัฐบาลมีงบประมาณรองรับการดำเนินงานอยู่แล้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า มีข้อกังวลเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มอินฟลูฯในพื้นที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หวังยอดไลค์จนเกินไป และนำเสนอเรื่องราวต่างๆ จนทำให้กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานบริเวณแนวชายแดน ดังนั้นจึงขอฝากให้คำนึงถึงความข้อเท็จจริง และความสามัคคีเป็นหลัก โดย ช่วยกันให้กำลังใจทหาร ปฏิบัติหน้าที่ แต่หากทหารคนใดกระทำไม่ดีก็ขอให้บอกมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย
ส่วนกระแสข่าวที่ไม่เรียกว่า "รบรอบที่ 3 แต่เป็นรบรอบสุดท้าย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ยังไม่มีสัญญาณการปะทะขนาดใหญ่ แม้อาจมีเหตุยั่วยุเล็กน้อยเกิดขึ้นได้ พร้อมย้ำว่าหากมีสถานการณ์รุนแรง เจ้าหน้าที่จะมีการแจ้งเตือนและอพยพประชาชนล่วงหน้าอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่ชายแดนยังสามารถใช้ชีวิตและท่องเที่ยวได้ตามปกติ โดยยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะเดินทางไปเยี่ยมกำลังพลตามแนวชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจอย่างต่อเนื่อง แม้อาจไม่สามารถลงพื้นที่ได้ทุกวันก็ตาม
Advertisement