
วันที่ 1 เม.ย. 69 นาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand) ถึงกรณีเกิดกระแสแบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว (ปั๊ม PT) ว่า เรื่องนี้จะโทษความคิด หรือความรู้สึกของคนไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ต้องแยกส่วนกันโดยดูจากพฤติกรรม เพราะตนลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยเข้าร่วมสังฆกรรมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น ตลอดระยะเวลา 20 ปี ตนจะเข้าไปปีละหนึ่งครั้งคือวันเกิดบริษัทช่วงเดือนมี.ค.
พร้อมกับยำถึงการตัดสินใจของ บริษัท PT มีคณะกรรมการและผู้บริหาร และที่สำคัญ PT เป็นบริษัท (มหาชน) ฉะนั้นการที่จะไปก้าวก่ายบริษัทหรือครอบงำไม่ง่าย เพราะมีบอร์ดอยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องฟังเรา เป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นธรรมดาคนหนึ่ง แต่ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่การจะเข้าไปแทรกแซง หรือประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ขอให้รอดูการพิสูจน์ ผลประกอบการในไตรมาส 1 กลางเดือน พ.ค.ดีกว่า เขามองว่าขณะนี้ตนแก้ตัวอะไรคงไม่มีประโยชน์ แต่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจและไม่เคยเอาความลับราชการ มาเปิดเผยให้กับคณะกรรมการบริษัท หรือคนในครอบครัว ว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นอัตราเท่าใด ฉะนั้นความจริงจะเกิดขึ้นในช้าจึงขอให้รอวันนั้น
เมื่อถามว่า จะทำหน้าที่ ผอ.ศบก.ในรัฐบาลชุดใหม่ด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีมอบความไว้วางใจตนก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในฐานะที่พอมีความรู้เรื่องพลังงานอยู่บ้าง ส่วนเรื่องเทคโนโลยี และโรงกลั่นรู้แค่ในส่วนซื้อมาขายไปเท่านั้น แต่ไม่มีความรู้เรื่องโรงกลั่นแต่อย่างใด หากนายกฯมอบความไว้วางใจก็จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนตัว รมว.พลังงาน และให้คนอื่นมาทำหน้าที่ ตนก็พร้อมที่จะถอยไปเป็นกองเชียร์
เมื่อถามว่า ยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน โดยมีนายเอกนัฏพร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่แน่ใจเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังไม่แบ่งงาน เพราะการตั้งครมชุดนี้ก็มีมืออาชีพเข้ามาหลายคน ซึ่งทุกคนก็มีความสามารถ
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ขอเรียนตรงไปตรงมาว่าจะเข้าไปหารือกับนายกรัฐมนตรีว่าเมื่อสังคมเป็นเช่นนี้ ไม่ยินดีให้ตนมากำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ตนอาจจะขอว่าหยุดเถอะ เมื่อสังคมไม่ยอมรับ คงหาที่สบายๆ เพื่อไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับกระทรวงอื่นๆดีกว่า เพราะมีมืออาชีพมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจเชิญที่ปรึกษามาเฉพาะวิชาชีพก็เป็นไปได้
ส่วนกรณีการเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น นายพิพัฒน์ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวตนเคย เสนอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังถึง 2 ครั้งว่า เมื่อเก็บแล้วเวลาเขาขาดทุนจะชดเชยให้โรงกลั่นอย่างไร ซึ่งต้องดูอย่างรอบด้าน
นายพิพัฒน์ ยังย้ำในช่วงท้ายว่า “ผมไม่ได้อยากเป็น ผอ.ศบก. แต่ท้ายที่สุด ต้องคุยกับนายกรัฐมนตรี หากมีคนที่มีความรู้ความสามารถก็ปล่อยผมไปเถอะ”
ขอบคุณข้อมูล : รายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand
Advertisement