
นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. พรรคไทยภักดี กล่าวภายหลังหาคือร่วมกับประธานสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคการเมือง เพื่อพิจารณาเรื่องการจัดสวัสดิการอาหารให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ถือว่าเป็นการเห็นพ้อง หรือเป็นฉันทามติ ร่วมกันของทุกพรรคการเมือง ที่เห็นว่าสส.ควรจะซื้ออาหารทานเอง ซึ่งจะเริ่มต้นหลังสงกรานต์และย้ำกับประชาชนที่กังวลใจ เรื่องที่มีการทำสัญญาไปแล้วที่ประชุมได้พูดคุยกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งยืนยันว่าหากมีการยกเลิกสัญญา รัฐจะไม่เสียประโยชน์ งบประมาณส่วนนี้จะคืนต่อแผ่นดินเพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชน
ทั้งนี้ นพ. วรงค์ กล่าวว่า มีประเด็นที่น่าสนใจซึ่งประธานฯ ได้พูดว่า สิ่งที่เป็นสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ของ สส. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจะไปคุยกับประธานวุฒิสภา (สว.) หมายความว่าเมื่อสส.ซื้ออาหารทานเอง ส่วนตัวจึงหวังว่าสว. จะซื้ออาหารทานเองตามที่ประธานได้พูดต่อที่ประชุม จึงขอให้ประชาชนสบายใจเพราะน่าจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ทั้งสส.และสว. เพื่อประหยัดงบประมาณในส่วนนี้คืนต่อแผ่นดินและนำไปช่วยเหลือประชาชน
ส่วนประเด็นเรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วย 8 คน นพ.วรงค์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นไม่ตรงกัน ตนเสนอให้ลดผู้ช่วยเหลือ 3 คน แต่มีตัวแทนบางพรรคการเมืองเห็นว่าควรจะมี 8 คน สุดท้ายตนจึงพูดว่าไม่เป็นไรหากมีความเห็นไม่ตรงกันตนจะนำลงให้ จัดตั้งผู้ช่วย 3 คน เพื่อให้ฝ่ายที่เห็นว่าควรมีผู้ช่วย 8 คนได้เห็นว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งที่ประชุมจะนำเรื่องนี้ส่งให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาฯ แต่งตั้งคนนอกที่เป็นนักวิชาการมาพิจารณา ไม่ควรเอาสส. มาพิจารณาเรื่องนี้เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะถ้าให้สส. มาพิจารณารับรองอนาคตผู้ช่วย 8 คน อาจจะเพิ่มเป็น 12 หรือ 15 คนก็ได้ โดยตัวแทนคนนอกที่มาพิจารณาเรื่องนี้อาจจะเชิญ สส. หรือตน ไปให้ข้อมูล ตนคิดว่าน่าจะเป็นเพราะทางออกที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายข้อสรุป
เมื่อถามว่าอาจมี สส. เขต บางคนต้องใช้ผู้ช่วยในการลงพื้นที่ ต่างจากบัญชีรายชื่อ นพ. วรงค์ กล่าวว่าแม้แต่เขตกรุงเทพกับแม่ฮ่องสอนยังคนละเรื่องกัน เพราะแม่ฮ่องสอนมีเขาเป็นพันๆ ลูก จึงมีข้อสรุปว่าให้นักวิชาการที่มีความเป็นอิสระมาพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดี
พร้อมกันนี้นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่าบำนาญเรื่องบำนาญ ของ สส. และ สว. ทางออกคือให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ ไปศึกษาเรื่องนี้โดยนำคนนอก มาศึกษาว่าจำเป็นหรือไม่ ที่สส. และสว. จะต้องมีบำนาญ โดยเฉพาะทำงานแค่ 1 ปี แล้วมีบำนาญโดยเอาภาษีของประชาชนมาเลี้ยงดูตลอดชีวิต ตนเห็นว่าเรื่องนี้หนักหน่วงมากที่กินภาษีของประชาชน เชื่อหรือไม่ว่าเฉพาะในส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่หนักมากปีนึงเราใช้เงิน สามารถเก็บรวบรวมสส. และส.ว. รายละ 3,000 บาท จำนวน 700 คนได้ประมาณ 30 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายเฉพาะเงินบำนาญ ที่จ่ายให้กับอดีต สส. และ สว. จำนวน 1,192 คน จากที่มีอดีตสมาชิก 3,000 กว่าคน เพิ่มเติมใช้งบเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่า 2,000 ล้านบาท ลองคิดดูว่า ถ้าอีกกว่า 2,000 คนที่ไม่ได้แจ้งความจำนงค์รับบำนาญรู้เรื่องนี้ แล้วมาแจ้งความจำนงค์เพื่อรับบำนาญ จะทำให้ภาษีของประชาชนบานปลายไปขนาดไหน ซึ่งตนก็เห็นด้วยที่จะให้คณะกรรมาธิการสามัญ ฯ นำไปพิจารณาเรื่องนี้
เมื่อถามว่ามีการเสนอให้ลดงบประมาณเลี้ยงอาหารของคณะกรรมาธิการฯ ด้วยหรือไม่ นพ. วรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีคนยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดต่อเพราะมีการพูดคุยหลายประเด็น ซึ่งในความเห็นส่วนตัวมองว่าในกรรมาธิการมีคนนอกเข้ามาร่วมประชุมด้วย เราต้องดูแลอาหารผู้ที่มาชี้แจง เพราะเมื่อเราไปที่ไหน เขาก็ดูแลเรื่องอาหารเราอยู่แล้วดังนั้นในส่วนนี้ตนไม่ติดใจ แต่ตนต้องดูอีกครั้งว่างบประมาณมากเกินไปหรือไม่ หากมากเกินก็ต้องพยายามปรับลดลงมาเพื่อให้เหมาะสม และมีความเป็นไปได้สูงที่จะศึกษาเรื่องของเบี้ยประชุมและสิทธิประโยชน์ต่างๆใตอนาคตด้วย ซึ่งต้องรอให้คนนอกมาศึกษาในเรื่องนี้ด้วย
ด้านนายคริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่าเรื่องอาหารกลางวันและผู้ช่วย สส. หากจะลดก็สามารถประหยัดเงินงบประมาณได้หลักร้อยล้าน แต่เราเป็นสภาที่พิจารณาภาษีของประชาชนกลับใช้เงินภาษีของประชาชนจึงเหมือนกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้นทางพรรคเศรษฐกิจษฐกิจจึงเสนอว่าควรตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อลดการใช้จ่ายของรัฐสภา ซึ่งตรงนี้มีหลายพรรคที่เห็นตรงกัน อย่างไรก็ตามประธานเห็นด้วยกับข้อเสนอต่างๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและภาษีของประชาชน
Advertisement