
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดเผยถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ โดยกองกำลังของไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังและดูแลอธิปไตยของประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมระหว่างสองประเทศ เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การบริหารสถานการณ์ชายแดนจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน (Confidence-Building Measures: CBMs) โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดการยั่วยุหรือการกระทำที่อาจเพิ่มความตึงเครียด หลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือการเสริมกำลังทางทหารที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการใช้ช่องทางสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ รวมถึงกลไกคณะกรรมการชายแดนต่าง ๆ เช่น RBC, GBC และ JBC
นอกจากนี้ ยังควรดำเนินการด้วยความโปร่งใส โดยอาจจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อลดความเข้าใจผิด พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระยะยาวในพื้นที่ชายแดน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาชุมชน และการพบปะระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
เมื่อถามถึงการประเมินความเสี่ยงของการปะทะรอบใหม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า โดยทั่วไปผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจะประเมินความเสี่ยงจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งสัญญาณทางทหาร เช่น การเคลื่อนย้ายอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่หรือจรวดหลายลำกล้อง การเสริมกำลังทหารจำนวนมาก การตั้งคลังเสบียงและกระสุน รวมถึงการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม
ขณะเดียวกันยังต้องพิจารณาสัญญาณด้านโลจิสติกส์ เช่น การสะสมน้ำมัน การเตรียมเสบียงและกระสุน ตลอดจนระบบส่งกำลังบำรุง รวมถึงสัญญาณด้านการเมือง เช่น ถ้อยแถลงที่มีลักษณะแข็งกร้าวจากผู้นำ หรือการปลุกกระแสชาตินิยมผ่านสื่อ
“พี่น้องประชาชนควรดูทั้งการเคลื่อนกำลัง อาวุธ โลจิสติกส์ และสัญญาณทางการเมืองประกอบกัน หากหลายสัญญาณเกิดขึ้นพร้อมกัน ความเสี่ยงของการปะทะก็จะเพิ่มขึ้น แต่หากยังไม่ครบหลายปัจจัย สถานการณ์มักยังอยู่ในระดับการกดดันหรือเฝ้าระวังเท่านั้น” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
เมื่อถามถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันตนเอง พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 รัฐมีสิทธิใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง หากเกิดหรือกำลังจะเกิดการโจมตีด้วยอาวุธ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเรียกว่า Pre-emptive Self-Defense โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ ต้องมีภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นจริง มีความจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และต้องใช้กำลังอย่างพอเหมาะ จำกัดเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น
ดังนั้น หากมีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังจะเกิดการโจมตีด้วยอาวุธ การดำเนินการเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามล่วงหน้า อาจถือเป็นการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่การเริ่มต้นสงคราม
พล.อ.อ.ประภาส ยังกล่าวด้วยว่า การเปิดการรบขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งน้ำมัน กระสุน เสบียง และระบบส่งกำลังบำรุง หากทรัพยากรเหล่านี้ไม่พร้อม การดำเนินปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่เป็นเวลานานจะทำได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ระมัดระวังข่าวลือหรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และไม่ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์
“สถานการณ์ชายแดนต้องบริหารด้วยหลัก ลดการยั่วยุ สื่อสารโดยตรง มีความโปร่งใส และสร้างความร่วมมือ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ระดับพื้นที่พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ และรักษาความมั่นคงของประเทศ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
Advertisement