Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"สมชัย" บุกกองปราบ! ทวงชื่อ 6 คนถูก กกต. ฟ้องคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

"สมชัย" บุกกองปราบ! ทวงชื่อ 6 คนถูก กกต. ฟ้องคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

12 มี.ค. 69
12:39 น.
แชร์

"สมชัย" นำ 3 ผู้เชี่ยวชาญบุกกองปราบฯ ทวงความชัดเจนคดี กกต. ฟ้อง 6 บุคคล ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ ( 12 มีนาคม 2569 ) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซีอีโอ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B. Marketing In Back เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกรณีมีผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนจำนวน 6 คน ในความผิดทางอาญา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการ

นายสมชัย เปิดเผยว่า การเดินทางมาวันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงกองปราบปราม เพื่อขอให้ตอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประเด็นแรก ขอทราบว่าบุคคลทั้ง 6 คนที่ กกต. แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นมีใครบ้าง และแต่ละคนถูกกล่าวหาในข้อหาใด เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อมูลที่ปรากฏตามสื่อมวลชน แต่ไม่เคยมีการแถลงอย่างเป็นทางการจาก กกต.

ประเด็นที่สอง ขอสำเนาคำร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้ทราบรายละเอียดข้อกล่าวหา ว่ามีความรุนแรงเพียงใด และแต่ละบุคคลถูกกล่าวหาแตกต่างกันหรือไม่

และประเด็นที่สาม ขอให้กองปราบปรามยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดเผยรายชื่อบุคคลทั้ง 6 คนต่อสื่อมวลชน เนื่องจากหลังมีการแจ้งความเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ วันถัดมาคือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ได้มีข่าวปรากฏในสื่อหลายสำนัก โดยระบุรายชื่อและรายละเอียดข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน

นายสมชัย ระบุว่า การแจ้งความดังกล่าวมีเพียง 2 ฝ่ายที่ทราบข้อมูล คือฝ่ายผู้แจ้งความ และฝ่ายผู้รับแจ้ง ดังนั้นจึงต้องการให้กองปราบปรามยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล หากตำรวจยืนยันเช่นนั้น ก็จะทำให้เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากฝ่ายผู้แจ้งความ

ทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวนได้ยืนยันด้วยวาจาว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หลุดจากฝ่ายตำรวจอย่างแน่นอน แต่คณะผู้เข้ายื่นหนังสือขอให้มีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานในอนาคต หากพบว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและการทำงานของผู้ที่ถูกพาดพิง ก็อาจพิจารณาใช้สิทธิ์ดำเนินคดีต่อไป

ด้าน ดร.ธรรมธีร์ กล่าวว่า สำหรับตนเองถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกฟ้องคดี และมองว่าอาจเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยระบุว่าหลังจากมีข่าวออกมาผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดความไม่สบายใจ จึงเดินทางมาสอบถามกับตำรวจเพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่วนประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า จากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้เป็นระบบป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ จึงตั้งคำถามไปยัง กกต. ว่ามีเหตุผลหรือแรงจูงใจใดที่นำบาร์โค้ดมาใช้บนบัตรเลือกตั้งทุกใบ

ขณะที่นายธนารัตน์ กล่าวว่า ในฐานะผู้ทำงานด้านเทคโนโลยีและระบบการลงคะแนน มีความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลักการสำคัญของการเลือกตั้งแบบลับ ซึ่งตามมาตรฐานแล้วต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่การใช้บาร์โค้ดอาจทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องการละเมิดความลับของผู้ลงคะแนน ซึ่งการที่ชื่อของตนปรากฏในข่าว ทำให้เกิดความเสียหายต่อหน้าที่การงาน และพบว่าข่าวหลายสำนักสะกดชื่อ–นามสกุลถูกต้องทุกแห่ง ทั้งที่สื่อบางครั้งมีการสะกดผิด จึงตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลดังกล่าวน่าจะมาจากแหล่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่เพียงข่าวลือ

ด้านนายชัยพนธ์ กล่าวว่า คำถามสำคัญที่ต้องการทราบคือ ตนถูกฟ้องในข้อหาใด และถูกกล่าวหาอย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เช่นเดียวกับกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เคยเดินทางมาสอบถามก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม นายสมชัย คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการตรวจสอบและให้คำตอบอย่างเป็นทางการ พร้อมขอความร่วมมือไปยังสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จำนวน 5 สำนักข่าว ให้ช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว

ส่วนประเด็นการใช้เทคโนโลยี QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ดร.ธรรมธีร์ บอกว่า การนำ QR Code มาใช้ไม่ได้เป็นเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบย้อนหลังเท่านั้น พร้อมตั้งคำถามว่า กกต.ยังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออะไร หากไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจน อาจทำให้ประชาชนเกิดความระแวงหรือไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้ง และอาจกลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงในสังคมได้

ทั้งนี้ นายสมชัย เปิดเผยอีกว่า เตรียมแถลงข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดตั้ง “กองทุนสู้ กกต.” เพื่อใช้ดำเนินการทางกฎหมาย หากเห็นว่าการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐกระทบต่อสิทธิของประชาชน โดยมีกำหนดแถลงข่าวในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม เวลา 15.00 น. ที่ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Advertisement

แชร์
"สมชัย" บุกกองปราบ! ทวงชื่อ 6 คนถูก กกต. ฟ้องคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง