
วันที่ 9 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ใกล้เข้ามา โดยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และคนที่ 2 ยังมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างโควตาของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย
ทั้งนี้มีกระแสชื่อของนาย กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทยว่าอาจได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่คุมเกมในสภาและช่วยงานด้านนิติบัญญัติ
นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่เชื่อว่าพรรคจะคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเข้าทำหน้าที่ประธานและรองประธานสภาฯ โดยสิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาสภาให้มีความทันสมัย โปร่งใส และสามารถเชื่อมต่อประชาชนกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น
นายกรวีร์ กล่าวว่า บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติคือการเชื่อมโยงประชาชนกับสภาและฝ่ายบริหาร ผ่านการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่สะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่สภา เช่น ปัญหาราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำข้อมูลไปใช้แก้ไขปัญหา ส่วนในระดับประเทศ กฎหมายหลายฉบับสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันอย่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ยกเลิกเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษา
นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทของพรรคย่อมแตกต่างจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอดีต เพราะต้องผลักดันนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนให้เกิดผลจริง เช่น การผลักดันราคาสินค้าเกษตร การกระจายอำนาจผ่านนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกวัย
พร้อมกันนี้ยังอยากเห็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยอธิบายผลงานของสภาให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น รวมทั้งเปิดช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมายหรือการอภิปรายในสภาได้อย่างโปร่งใส
นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก จึงควรปรับปรุงระบบให้เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น
“ผมคิดว่าตำแหน่ง สส. หรือการเป็นนักการเมืองมีความท้าทายอย่างมาก เพราะต้องให้ประชาชนเลือก เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นใจตัวคุณและได้รับการเลือกตั้งหลายสมัยติดต่อกัน เราต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นรอบต่อไปก็จะยากที่เขาจะเลือกคุณเข้ามาอีก บทบาทของเราในการขับเคลื่อนกฎหมายที่มีผลต่อชีวิตของคนทั้งประเทศสำคัญจริงๆ ทำให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน ให้พวกเขากินดีอยู่ดี ลดภาระของประชาชน เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าพรรคให้ความไว้วางใจ เราก็สามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของเราทำงานได้อย่างเต็มที่” นายกรวีร์ กล่าว
ทั้งนี้ นายกรวีร์ถือเป็นหนึ่งในแกนนำคนรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายไชยชนก ชิดชอบ นายภราดร ปริศนานันทกุล และนายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โดยมีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง 9 สมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นบิดา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า “คนดีศรีสภา”
นายกรวีร์ เป็นบุตรชายคนที่สองของครอบครัว ปริศนานันทกุล และเป็น สส. คนที่ 4 ของครอบครัว ต่อจากนายสมศักดิ์ นายภราดร และนายภคิน โดยครอบครัวนี้มีบทบาททางการเมืองต่อเนื่องยาวนาน นายสมศักดิ์มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ขณะที่นายภราดรเคยเป็นประธานสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกรวีร์เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2545
สำหรับเส้นทางการเมือง นายกรวีร์ เป็น สส.อ่างทอง เขต 2 มาแล้ว 4 สมัยในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในปี 2562 ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.อ่างทอง เขต 2 อีกครั้งในปี 2566 และในการเลือกตั้งปี 2569 ล่าสุด สามารถชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนนำคู่แข่งถึง 60,611 คะแนน
ในสภาชุดที่ผ่านมา นายกรวีร์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง และผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงกฎหมายเทศบาล นอกจากนี้ยังร่วมคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น การจัดทำแพลตฟอร์มคลังปัญญาแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การจัดระบบธนาคารหน่วยกิตเชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และการจัดทำระบบพอร์ตโฟลิโอทักษะ เพื่อให้ตลาดแรงงานสามารถคัดเลือกบุคลากรได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
Advertisement