Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กกร. มั่นใจน้ำมันสำรอง รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

กกร. มั่นใจน้ำมันสำรอง รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

2 มี.ค. 69
18:27 น.
แชร์

กกร. มั่นใจน้ำมันสำรองรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชู ไทย "สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย" ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก ด้านหอการค้า วอนรัฐต่ออายุ MOU กัมพูชา

วันที่ 2 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเกรียงไกร เธียรนุกุล​ ประธาน​สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย​ กล่าวว่า วันนี้ภาคเอกชน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ​ กกร.​ โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย​ ได้เข้าร่วมประชุมเตรียมรับมือ วางแผนในการดำเนินการต่อไปในช่วงนี้ ซึ่งสิ่งที่ภาคเอกชนกังวล แม้เราจะไม่ซื้อน้ำมันโดยตรงจากประเทศอิหร่าน แต่ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นช่องทางที่ใช้ขนส่งน้ำมันมายังประเทศไทยมากที่สุด 60-70% โดยในวันนี้ได้มีการประชุมกับประธานอุตสาหกรรมโรงกลั่น ก็สบายใจได้ว่าเรามีน้ำมันสำรองถึง 60 วัน และยังสามารถใช้แผนสำรอง ในการหาน้ำมันจากแหล่งอื่นได้ จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหา แต่อาจมีเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งในช่วงนี้ราคาขึ้นไม่แรง เพราะปริมาณความต้องการซื้อน้อยกว่าความต้องการขาย จึงต้องดูในระยะยาว หากไม่ยืดเยื้อก็ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนอุตสาหกรรมที่ส่งไปยังประเทศอิหร่าน และตะวันออกกลาง​ เช่นอาหารแปรรูป สินค้ายางรถยนต์ ได้เรียกคุยทั้ง 10 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ายอดการส่งออกยังไม่มาก ฉะนั้นในช่วงสั้นนี้ไม่มีผลกระทบใดๆ ส่วนการนำเข้าปุ๋ยและน้ำมัน ก็ยังนำเข้าไม่มาก ประมาณ 5 พันล้านบาท ฉะนั้นจึงยังไม่มีผลกระทบ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รอประเทศในกลุ่ม คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับหรือ GCC ทั้ง 6 ประเทศ ต้องการความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ที่เราจะสามารถส่งเสริมได้ต่อไป รวมถึงเรื่องการลงทุน เนื่องจากไทยมีการวางตัวที่ดี และเป็นมิตรประเทศ เชื่อว่าจะเป็นจุดดึงดูดเม็ดเงินการลงทุน​ ในหลายอุตสาหกรรม เพราะก่อนหน้าการเกิดเหตุดังกล่าว มีการติดต่อเข้ามาใน หลายอุตสาหกรรมเพื่อย้ายฐานการผลิต และในวันที่ 6 มีนาคม 2569 จะมีคณะเดินทางมาพบ สินเชื่อได้ว่าในครั้งนี้ ประเทศไทยจะวางตำแหน่ง เป็นสวิตเซอร์แลนด์ แห่งการลงทุนในภูมิภาค เพื่อเป็นตัวกลางในการดึงเม็ดเงินการลงทุน

พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกคน ที่มีความรวดเร็ว ในการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เตรียมมาตรการต่างๆเชื่อว่าการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและเอกชน จะนำไปสู่การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ด้านนายพจน์​ อร่ามวัฒนานนท์​ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจในตะวันออกกลางค่อนข้างรุนแรง เพราะไม่ใช่ 1 ต่อ 1 แต่กลายเป็นทั้งภูมิภาค และระบบขนส่งเกิดปัญหา นอกจากนี้ยังมีเรื่องปริมาณความต้องการซื้อและต้องการขาย ในตะวันออกกลางเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้น 3 วัน​ แต่เห็นปัญหาการขนส่งทางเรือ แต่ถือเป็นโอกาสของประเทศไทย ในแง่การส่งออกไปยังตะวันออกกลาง​ ซึ่งตนเชื่อว่าจะมีความขาดแคลนเป็นอย่างหนัก ว่าจะมีการส่งออกไปทางใด ไม่ว่าจะเป็นซาอุดิอาระเบีย หรือไปทางแอฟริกา เพื่อเข้าสู่ตะวันออกกลาง และอาจจะเปลี่ยนความต้องการท่องเที่ยว ยุโรป สแกนดิเนเวียที่ไปเที่ยวตะวันออกกลาง​ มาเที่ยวเอเชียหรืออาเซียน​

นอกจากนี้ความขัดแย้งในภูมิภาค ตนเชื่อว่าเศรษฐีในตะวันออกกลาง​ จะมีการหาพื้นที่ปลอดภัยใหม่ที่ปลอดภัยที่สุด​ โดยเฉพาะเป็นศูนย์สุขภาพ ซึ่งอาจจะทำให้อยู่ยาว ทั้งนี้หากมองเชิงเติบโตของประเทศไทย การส่งออกในเดือนมกราคม โตขึ้นมา 3 หมื่นกว่าล้านเหรียญ ซึ่งเฉลี่ยตัวที่ 25,000 ล้านเหรียญ ฉะนั้นคนมองว่ามีโอกาสอย่างแน่นอน ทั้งการส่งออก การผลิต การท่องเที่ยวและบริการ รวมไปถึงการลงทุน แต่ปัญหาของเราคือแรงงาน เนื่องจากขาดแคลนเป็นอย่างหนัก ดังนั้นวันนี้ นักลงทุนเข้ามาก็พูดถึงการขาดแคลนแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างด้าว เพราะไม่สามารถนำเข้าแรงงานมาได้ ซึ่งหากแก้เรื่องนี้ไม่ได้เครื่องจักรในการเจริญเติบโตก็จะชะงักลง ซึ่งต้องฝากกระทรวงแรงงานจัดการปัญหานี้​ นอกจากนี้รายงานเก่าที่ยังอยู่กับเราถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งเมียนมาและลาว แม้ว่าจะมีอยู่แล้วแต่ของใหม่ก็ลดน้อยลง ขณะที่รายงาน MOU กัมพูชา ก็เดินทางกลับไปส่วนหนึ่ง จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยกันแก้ไขปัญหาว่าจะสามารถทำได้อย่างไรให้ต่ออายุกลุ่มแรงงานนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เศรษฐกิจชะงัก อุตสาหกรรมก่อสร้างที่ใช้แรงงานหนัก​ เก็บผลไม้​ ตัดยาง​ ตัดอ้อย ซึ่งหวังว่ารายงานถูกกฎหมาย จาก MOU กัมพูชานั้นมีความจำเป็นและคนที่จะรักษาไว้ และต้องกำชับให้นายจ้างดูแลอย่าให้มีปัญหา

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ ที่เป็นไปได้มากที่สุด 2 สถานการณ์ คือสงคราม จะอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาจสิ้นสุดภายใน 1 เดือน และการขนส่งน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุสและทะเลแดงจะส่งผลกระทบระยะสั้น ราคาน้ำมันอาจอยู่ที่ระดับ 95 -105 เหรียญต่อบาเรล

สถานการณ์ที่สอง กรณีการสู้รบยืดเยื้อ ช่องแคบฮอมุสอาจปิดลง หากเป็นเช่นนั้นโกลบอลซัพพลายเชนอาจได้รับผลกระทบไปด้วย ราคาน้ำมันอาจอยู่ที่ 115-125 เหรียญต่อบาเรล

เพราะฉะนั้น จากสองสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในแง่ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยประเมินว่า GDP ปี 69 อาจลดต่ำสุดเหลือ 1.3% ต่อปี แต่หากสถานการณ์การสู้รบจบลงภายใน 1 เดือน จะส่งผลให้ GDP ไทยปี 69 ขยายตัว 1.6% ต่อปี จากเดิมที่เคยประเมินไว้ว่า GDP ไทยปีนี้จะขยายตัว 2%

Advertisement

แชร์
กกร. มั่นใจน้ำมันสำรอง รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง