
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวถึงข้อเสนอการรับมือสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง ที่จะเสนอรัฐบาล ว่า จะเป็นการพูดคุยหามาตรการเพื่อเตรียมรับมือ ในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้บานปลาย ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นบริเวณที่เรานำเข้าพลังงานจำนวนมาก และเป็นสำคัญของประเทศไทย เราจึงต้องมีการเตรียมแผนรองรับ การขาดแคลนและการบริโภคน้ำมัน เพราะเรานำเข้า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งการนำเข้าบริเวณช่องแคบดังกล่าวอยู่ที่ปริมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ หรือ 7-8 แสนบาร์เรล ของปริมาณนำเข้าน้ำมัน ต้อง ฉะนั้นจึงต้องมาดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันได้อย่างไร รวมถึงการประเมินผลกระทบด้านการขนส่ง เนื่องจากจะเชื่อมโยงไปยังปัญหาราคาสินค้า ซึ่งต้องดูว่าจะมีแผนรองรับอย่างไร ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะยาวหรือสั้น เพราะคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เมื่อถามว่าภาคอุตสาหกรรมขณะนี้กังวลกับเรื่องใดบ้างนั้น นายเกรียงไกร ยอมรับว่ามีความกังวลในหลายเรื่องโดยเฉพาะเท่าอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก แต่ในเบื้องต้นยังปรับขึ้นไม่มาก ราคาน้ำมันขยับขึ้น 5-6 เหรียญต่อบาร์เรลเท่านั้น
ส่วนราคาน้ำมันอ้างอิงในตลาดโลกมีการปรับขึ้นเล็กน้อย แต่ส่วนอื่นของโลกยังไม่กระทบเท่าไหร่
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังยอมรับอีกว่า เรื่องค่าเงินมีผลกระทบเล็กน้อย เพราะเดิมค่าเงินบาทอ่อนลงและค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น แต่ตอนหลังก็ปรับลงมาไม่เท่าไหร่ ส่วนราคาทอง ยังมองว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไป หากสถานการณ์ยังบานปลาย เพราะขณะนี้ปรับขึ้นไป 5,300 - 5,400 ต่อออนซ์ ซึ่งกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อถามว่าได้ประเมินสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ นายเกรียงไกร กล่าวว่า คาดหวังว่าจะให้เหตุการณ์ยุติเร็วๆ แต่เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือสิ่งที่สามารถควบคุมได้ ก่อนย้ำว่าอยากให้ยุติเร็วๆเนื่องจากจะได้ไม่กระทบดับเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการส่งออกมาก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะยิ่งกระทบกับภาคส่งออกและนำเข้า แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้แต่หาสถานการณ์จบเร็วก็จะส่งผลกระทบที่น้อย ฟื้นตัวได้ ไปหาช้าจะต้องมีมาตรการรองรับ
Advertisement