
วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.20 น. นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี โดยเปิดเผยว่า วันนี้ตนเตรียมจะไปยื่นหนังสือต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดินในประเด็นเรื่องของ QR Code และบาร์โค้ดที่ปรากฎในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจสามารถระบุถึงต้นขั้วและอาจจะระบุถึงตัวของผู้มาลงคะแนนเลือกตั้งได้
ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 85 และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 อันจะทำให้การลงคะแนนเสียงการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความลับ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่า หากการลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับ ก็จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
โดยปัญหาที่เกิดขึ้นคือ บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต หรือบัตรสีเขียวนั้น พบ QR Code อยู่ในบัตร ส่วนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพูนั้น พบบาร์โค้ดอยู่ในบัตร ซึ่งสามารถสแกนระบุถึงตัวต้นขั้วและระบุถึงตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้
พฤติกรรมดังกล่าวส่อเจตนาถึงการออกแบบกลโกงโดยกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันที่ออกแบบการเลือก สว. ที่พบว่า ตัวบัตรเลือก สว. มี QR Code เช่นเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีกระบวนการคิดกลโกงเพื่อเอื้อทั้งการเลือก สว. และ สส. อันส่งผลทำให้การเลือก สว. ไม่เป็นความลับเช่นเดียวกัน ซึ่งตนเคยร้องเรียนแล้วว่าการเลือก สว. ก็มีการฮั้วและโกงเช่นเดียวกัน
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น ตนมองว่าอาจจะมีการไล่เช็คตรวจสอบผู้ลงคะแนนผ่านต้นขั้วได้ เช่น หากหน่วยเลือกตั้งในเขตทหาร ก็อาจจะนำมาตรวจสอบต้นขั้วได้ว่า ทหารนายใดไปเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้ หรือ อาจมีการแจกบาร์โค้ดหรือ QR Code ให้พรรคการเมืองไปตรวจสอบต้นขั้วเพื่อไล่เช็คบิลกลับหัวคะแนนในแต่ละท้องที่ได้
ทั้งนี้ ตนรู้สึกดีใจที่พรรคเพื่อไทยก็จะนำเรื่องบัตรเลือกตั้งไปส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน มองว่าถ้าบาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้งไม่สามารถระบุถึงต้นขั้วและตัวผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ เรื่องนี้ก็จะจบไป แต่ถ้าสามารถไล่ย้อนหลังถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ ก็สมควรที่จะให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ
โดยตนหวังว่า ทางผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณาส่งเรื่องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันตามกรอบของกฎหมาย เนื่องจากตนเองไม่มีอำนาจหน้าที่ในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง เพราะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียและอาจจะถูกกล่าวหาว่ามีพรรคอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเกรงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะปัดตกและจะไม่มีใครกล้ายื่น ร้องเรียนในลักษณะแบบนี้อีก ตนจึงต้องเข้าตามตรอกออกตามประตูทำตามข้อกฎหมาย แต่ถ้าหากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ดำเนินการภายใน 15 วัน ตนจะไปยื่นเรื่องนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ซึ่งตนต้องทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะให้ได้
ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลจากผู้ร้องเรียนที่ไม่ประสงค์ออกนามเกี่ยวกับ การฮั้วประมูลพิมพ์เอกสารแนะนำผู้สมัคร สส. และประชาสัมพันธ์การลงประชามติว่า มีการล็อกเป้าให้โรงพิมพ์ที่ฮั้วกัน รับงานพิมพ์เอกสารดังกล่าว โดยไม่มีการเปิดประมูลผ่านระบบ e-bidding และไม่มีการประกวดราคาอย่างเป็นธรรม รวมทั้งยังพบว่ามีการจัดพิมพ์เอกสารโดยที่ยังไม่มีการเบิกงบจาก กกต. ออกมาก่อน จึงน่าเชื่อว่าอาจจะมีการฮั้วทุจริตเรื่องผู้พิมพ์เอกสารดังกล่าว
ซึ่งขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างโรงพิมพ์เอกสารดังกล่าว ผู้ร้องเรียนอ้างว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นผู้รับผิดชอบ ตนไม่ได้กล่าวหานายแสวงว่าเป็นผู้ทุจริต แต่อยากให้ กกต. ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะหากฮั้วกันจริง จะถือว่า กกต. ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เนื่องจากได้ทั้งส่วนต่างและควบคุมการพิมพ์เอกสารในจำนวนเท่าที่ต้องการกับข้อมูลในเอกสาร
ตนจึงขอตำหนินายแสวงไป เงินเดือนจากภาษีประชาชนที่ได้เดือนละแสนกว่าบาท รวมทั้งได้รถประจำตำแหน่งและคนขับ ยังไม่เพียงพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองอีกเหรอ ข้าวแดงแกงร้อนที่ประชาชนเสียภาษีไปยังไม่พอเลี้ยงตนเองใช่ไหม
ซึ่งหากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะเมื่อไหร่ ตนจะเปิดประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมทั้งจะดำเนินการเล่นงาน 4 เสือระดับท้องถิ่นที่ควบคุมการเลือกตั้ง ตั้งแต่ อสม. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ อบต. โดยทนายอั๋นยังพูดเพิ่มเติมอีกว่า จากกรณีที่กล่าวอ้างว่าทาง กกต. ได้ประสานให้นายอำเภอและฝ่ายปกครองเข้ามาเป็นประธาน กปน. กว่า 400 เขตนั้น ถือว่าเป็นการแทรกแซงการเลือกตั้งโดยฝ่ายปกครอง มองว่าตอนนี้บ้านเมืองยังฉิบหายไม่พอใช่ไหมและหากประสานฝ่ายปกครองมาดูการเลือกตั้งจริง แล้วเราจะมี กกต. ไปทำไม
ทนายอั๋นยังฝากไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ขอให้ทางตำรวจปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ไม่ใช่รับใช้องค์กรอิสระ เพราะเมื่อวานนี้ตนก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าฟังแถลงของ กกต. ซึ่งตนเกรงว่า เสมือนกับการที่ตำรวจลงเรือลำเดียวกันกับ กกต.
ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าตนไม่ใช่ผู้แพ้แล้วพาลหรือไม่ยอมรับการเลือกตั้ง แต่เพียงแค่รับไม่ได้กับการที่มีการโกงกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะตนไม่อยากวิ่งแก้ผ้าให้กับผลการเลือกตั้งตามที่ตนเคยโพสต์ Facebook เอาไว้
Advertisement