Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"เปเล่" เปิด 2 ความลับที่ "เร แม๊คโดแนลด์" ไม่รู้ ทำประกันชีวิตชื่อนี้

"เปเล่" เปิด 2 ความลับที่ "เร แม๊คโดแนลด์" ไม่รู้ ทำประกันชีวิตชื่อนี้

31 ส.ค. 69
10:14 น.
แชร์

"เปเล่" เปิด 2 ความลับที่ไม่เคยบอก "เร แม๊คโดแนลด์" แต่ "ชาคริต" รู้ ทำประกันชีวิตระบุชื่อ "น้องมิก้า-โพธิ์" เผยสิ่งที่เคยอยากห้ามเพื่อน แต่ไม่ได้ทำ

เรียกว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการ สำหรับการจากไปของ "เร แม๊คโดแนลด์" พระเอกเจ้าของผลงานระดับำนาน และพิธีกรดัง ล่าสุด "เปเล่ คริสโตเฟอร์" เพื่อนสนิทที่เคยทำรายการ Teen Talk ด้วยกัน ได้ออกมาโพสต์เผยความในใจถึงความลับที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน

โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่รูป ที่เราถ่ายคู่กัน ถึงแม้เราจะเดินทางด้วยกันมาเยอะ แต่ไม่ค่อยมีรูปคู่ด้วยกันเลย ก็อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาของการเดินทางของเรา มันมีกันแค่ 2 คน เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กก็จริง เส้นทางการเติบโตในโลกของการเดินทาง นั้นเราร่วมทางกัน แต่เส้นทางการเติบโตของชีวิตเรานั้นคู่ขนาน

ในยุคแรกเริ่มที่คนเห็นในทีนทอล์ค ผมคือคนที่อยู่ข้างหลัง และก็เป็นการจุดประกายที่ทำให้ผมไปเรียนนิเทศเพื่อจะมาทำงานเบื้องหลัง ในขณะเดียวกันเรเรียนในมหาลัยชีวิตเพื่อเติบโตและเข้าสู่โลกแห่งการเดินทาง จากทีนทอล์คอินเตอร์ จนออกมาเป็น we're za เรากลับมาทำงานกันอีกครั้ง ผมยังอยู่ข้างหลังเรเหมือนเดิม แต่คราวนี้ เป็นในฐานะโปรดิวเซอร์ในแบบ one man crew ที่ถูกเอากล้องยัดมือ และตั๋วเครื่องบิน ให้เราออกไปถ่ายรายการกลับมา ทริปแรกของผมกับเร ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นที่อินเดีย และเรามีกันอยู่แค่ 2 คน หลายคนมักจะพูดว่า การทำงานกับเพื่อน มีโอกาสสูงที่จะทะเลาะกัน หรือ แม้กระทั่ง ตัวการเดินทางเองนั้น จะพาลให้เราทะเลาะกัน

แต่ไม่เลย เราโคจรมาร่วมเดินทางด้วยกัน และเป็นปฐมบท ที่ทำให้เราเจอโลกและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ตอนนั้น เราน่าจะอายุ 22-23 กันเอง ไปในที่โหดๆ ยากๆ ยุคนั้นไม่มี google map เรามีเพียงหนังสือไกด์บุ๊ค Lonely Planet ที่เราต้องคอยดูแผนที่และลุยกันไปเอง

ใช่ เรไม่ชอบมีสคริปท์ และเรไม่ชอบวางแผน เราเลยใช้วิธี อ่านและคุยกันให้เยอะๆ ผนวกกับเอาตัวเองไปอยู่หน้างาน เพื่อที่เราจะได้จับคอนเท้นท์และถ่ายทอดอย่างแบบเข้าถึง แผนเปลี่ยนเสมอ เพราะมันไม่มีแผนแต่แรก มันถึงได้มีคำว่า The Plan is no Plan สำหรับแนวทางการทำงาน เพราะสิ่งที่เราได้มาตรงหน้างาน มันเป็นโมเม้นท์ที่เราแพลนกันไม่ได้จริงๆ มันเลยสด เลยเรียลตั้งแต่ยุคแรกๆ

ผมไม่ได้เป็นโปรดิวเซอร์คนเดียวในยุค we're za มีกันตั้ง 2-3 คนที่คอยสลับกันไปกับเร เพราะคนไหนออกทริป คนนั้น ต้องอยู่ตัดต่อส่งเทป แต่เรเป็นพิธีกรคนเดียวที่ต้องออกทุกทริปเรื่อยมา จนวันที่คนรักการเดินทางอย่างเร เจอความ burn out จนต้องหยุด ผมเองก็ยังต้องดำเนินชีวิตในสายอาชีพเบื้องหลังไปต่อ เปิดบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็กๆ แต่ก็ยังคงคิดถึงการเดินทางรอบโลกที่เรายังคั่งค้างกันอยู่ เหมือนมันยังไม่สุด ซึ่งเราทั้งคู่ก็รู้

ผมกับเร ในระหว่างการทำงานด้วยกัน เดินทางด้วยกัน เรามักใช้เวลาพูดคุยเรื่องไอเดียใหม่อยู่เสมอ และมันก็มีไอเดียอะไรหลายๆ อย่างที่เราคิด ที่มันน่าทำ แต่ในยุคแรกนั้น เราทำอะไรไม่ได้เต็มที่ เพราะ เรเป็นแค่พิธีกร ผมเป็นแค่โปรดิวเซอร์ เราไม่ใช่เจ้าของรายการ

เร หยุดพักอยู่เป็นปีๆ และเหมือนจะไม่เอาแล้วกับการเดินทาง แต่วันนึง เรมาหาที่บ้าน ซึ่งบ้านก็จะมีความเป็นออฟฟิศ มีบรรยากาศของโปรดักชั่นเฮ้าส์ ซึ่งก็ไปกระตุกต่อมการเดินทางของเรขึ้นมาอีกครั้ง และที่นี่เอง ที่เราคุยกันต่อ กับสิ่งที่เราคั่งค้างกันอยู่ ใช่...เรหายไปนาน และดันลั่นวาจาไปซะด้วยว่าไม่เอาแล้วการเดินทาง โจทย์ของเราจึงตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ถ้าเราจะเดินทางกันอีก เราจะต้องไม่เหนื่อยในแบบเดิมๆ ไม่เอาแล้ว routine ที่เราต้องวิ่งถ่ายเพื่อให้ทันออกอากาศทุกสัปดาห์แบบแต่ก่อน เดี๋ยวเราจะ burn out กันอีกและจากการรักการเดินทาง จะกลายเป็นการขยาด เราต้องคิดให้ดีๆ ว่าอะไรจะตอบโจทย์ requirement นี้

เราจึงตั้งโจทย์ไปว่า มันควรเป็นรายการ seasonal และ ไปถ่ายทีเดียว ลำบากทีเดียวให้มันจบๆ แล้วมาตัดให้ได้ 17 เทป และนั้นคือ ต้นกำเนิดกับรายการโรมมิ่ง มันไม่ใช่แค่โปรเจกต์ที่นึกจะทำก็ทำ แต่มันเดิมพันเราทั้งชีวิต เร จากที่เค้า burn out มันกัดกินเค้าจนเรเองก็ไม่ค่อยมีกระจิตกระใจทำงานอื่นๆ พิธีกร ก็ไม่ทำ เล่นละครก็ไม่ทำ เล่นหนังบ้าง ปีละครั้ง ถ่ายแบบนิดๆ หน่อย เราเดิมพันกันด้วยทุกอย่างที่เรามี ผมเองก็ต้องทิ้งบริษัทเพื่อทำโปรเจกต์นี้ และก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่า จะกลับมาต่อติด มีลูกค้าไหม

เราเดิมพันบนความเชื่อลึกๆในใจว่า มันจะเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล และมันก็เกิดขึ้น....และใช่ มันเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาลจริงๆ เราเปลี่ยนจากลูกจ้างมาเป็นผู้จัด เราเอาความฝันเราขึ้นทีวี และก็เปิดประตูใหม่ๆ ในการเดินทางอีกนับไม่ถ้วน เราทำรายการลักษณะ seasonal มาอีกหลากหลาย หนึ่งในนั้น คือรายการ สุดเขตเทศกาล ที่ผมอยากพูดถึงหน่อย เพราะส่วนตัว ผมชอบรายการนี้มาก มันทำให้เราได้เดินทางไปตามเทศกาลต่างๆ เห็นการเฉลิมฉลองของผู้คน และเราได้ร่วมโมเม้นท์เหล่านั้น

นอกจากการเดินทางรอบโลกของพวกเรา เราได้มีโอกาส ทำในสิ่งที่เราไม่นึกถึง คือ "เที่ยวไทย" ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ระหว่างเราสองคน นั้นคือ รายการ Journey Thailand มันมีทังข้อดี และข้อที่แย่ ที่มันเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่สิ่งที่เกิด มันหล่อหลอมให้เป็น เร ที่ทุกคนชื่นชมในทุกวันนี้ Journey Thailand เป็นรายการที่เราอยู่ในจุดสูงสุดของช่วงเวลานั้นๆ

แต่ข้อแม้คือ เราต้องกลับไปทำรายการรายสัปดาห์ อีกครั้งแทนที่จะเป็น Seasonal ผมและเร และทีมงานชอบรายการนี้มาก สำหรับคนได้แต่เดินทางถ่ายทำแค่ต่างประเทศ เราเจอความงดงาม ผู้คนของในประเทศไทย ที่เราจะเปิดทางให้คนได้ตามมา ทุกที่ที่เราไป เราได้รับการต้อนรับอย่างดี รู้จักสนิทดุจญาติมิตร และเมื่อได้ออกอกาศ ชีวิตคนเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป มีคนตามรอยไปอุดหนุนในที่ต่างๆ พลิกจากความเงียบเหงาจนมีชีวิตชีวา

แต่.....ข้อเสียที่เราอุตส่าห์ตั้งกฏเลี่ยง สุดท้ายมันก็เกิดขึ้น เราโดนงานที่เป็น routine เล่นงาน จนเราเหนื่อยล้า และความ burn out ครั้งที่สองก็เกิดขึ้น

เร บอกกับผมและทีมงานว่า หยุดเถอะ ผมเองที่เป็นคนขอร้องให้ ไปต่อ เพราะจะหยุดดื้อๆ ไม่ได้ เรามีสล๊อตเวลากับสถานี ที่เราไม่สามารถยกเลิกได้ ไปอีก 2 เดือน และความหดหู่ในครั้งนั้น ทำให้เราย้อนกลับไปคิดถึงการแก้สมการเหมือนครั้งที่เรานึกแก้ในครั้งโรมมิ่ง คือการทำ Seasonal โปรแกรมแบบสั่งลา 8 เทปสุดท้าย ทำอะไรซักอย่างที่ออกกองทีเดียว และจบเลย แยกย้าย และตำนาน TT Rider ก็กำเนิดขึ้น

ครั้งนั้น เป็นการที่ผมยอมให้เราเอาแนวคิด Road Trip ของเร ขึ้นมาทำรายการ โดยจะ Roadtrip ธรรมดามันไม่โดน เราจึงได้ตุ๊กตุ๊กมาเป็นตัวตั้งต้น และเส้นทางที่จะทำให้ความยากลำบากและความงดงามในการขับขี่ และได้จำนวนเทปที่เราต้องการ คือ ภาคเหนือ จึงเป็น TT Rider ตุ๊กตุ๊ก ตะลุยล้านนา ในวันนั้น

แม้ในใจ ผมค้านนะ เพราะเมื่ออายุ 15 แม่ผมเสียไปจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ ผมจึงสัญญากับพ่อไว้ว่า จะพยายามไม่ยุ่งกับมอเตอร์ไซค์ มันเป็นสัญญาที่ผมมีไว้กับพ่อ ก่อนที่พ่อจะจากไปตอนที่ผมอายุ 25 และนี่ คือหนึ่งสิ่งที่ เรไม่รู้ ว่าในใจผมไม่อยากให้ใคร ต้องเสี่ยงกับการขับขี่ เพราะผมไม่อยากเสียใครไปอีก แต่ผมก็ไม่อยากเอาสัญญาใจของผมกับพ่อมารั้งความฝันของเพื่อนไว้

หลังจากนั้น เราเองก็มีโปรเจกต์ทำด้วยกันอยู่บ้างประปราย แต่แนวทางของเร เหมือนจะเจอแนวที่เค้าชอบ ได้ขับขี่ และได้เดินทาง ส่วนผม ก็เติบโตในสายอาชีพการงานและโปรดักชั่นเฮาส์เล็กๆ ของผม ไม่นึกเลยว่า นั้นจะกลายเป็นจุดเปลี่ยน และการเดินทางท่องโลกของเรา ก็สิ้นสุดลง และบทใหม่ของชีวิตการเดินทางของเรก็เริ่มต้นหลังจากนั้น

ถึงจุดนี้ ชีวิตการเดินทางของเรา เหมือนแยกกันไปคนละทาง การเติบโตก็เช่นกัน ต่างคนต่างเติบโต ผมได้เห็นเค้าได้ทำในสิ่งที่เค้ารัก ยังห่วงเค้าอยู่เลย ว่าจะ burn out ไหม เรายังคุยกันบ่อยเรื่องไอเดียกันมาเรื่อยๆ จวบจนทุกวันนี้ ต่างกันที่ผมไม่สามารถสละเวลา เดินตามเร ได้เหมือนเดิมอีก ซึ่งเพื่อนก็เข้าใจ และเร ก็ได้ทำในแนวที่ตัวเค้าอยากลองทำมาเรื่อยๆ

เราเคยพูดกันเล่นๆ ในหมู่เพื่อนด้วยกันเองว่า "เต็มที่ ก็ 40" พอในวันที่ถึงวัย 40 กันจริงๆ ผมยังบอกเลย "มึง ตายไม่ได้แล้วนะ มีมิก้า มีโพธิ์กันแล้ว เราต้องอยู่ ส่งต่อรุ่นนี้ให้ถึงฝั่งฝันกัน" ผมเป็นคนเดียวที่ไม่มีลูก มองเห็นหลานที่เติบโตไล่รุ่นกัน

ยังคิดในใจว่า น่าจะดีนะ ถ้ารุ่นลูกเรามีกัน สามคน เหมือนแบบที่เราโตกันมา แต่ชีวิตอ่ะเนอะ มันเป็นไป ในแบบที่มันเป็น ดีที่สุดแล้ว

ผมเห็นเพื่อนมีลูก กลับมามองย้อนดูตัวเอง แล้วก็นึกในใจว่า ปากบอกให้เพื่อนอย่าตาย แต่ตัวเองก็ต้องอยู่ และอยู่ให้เป็นแผนสำรองของชีวิตกันและกัน คิดในใจว่าหากใครเป็นอะไร หน้าที่ของผมคือต้องดูแลหลานๆแทน โดยไร้ข้อแม้

และในทางกลับกัน หากผมเป็นอะไรไป การจากไปของผมจะส่งต่อให้หลานๆ จึงเป็นที่มาที่ ชื่อผู้ได้รับผลประโยชน์ในประกันชีวิตของผม คือชื่อ มิก้าและโพธิ์ ชาคริต รู้เรื่องนี้ แต่เร ไม่เคยรู้ (เพราะเชื่อว่าถ้ามันรู้ มันจะปฏิเสธ) ทดไว้ว่า นี่คือเรื่องที่สอง ที่เรไม่รู้ และผมไม่มีโอกาสได้บอก เพื่อน มึงไม่ต้องห่วงนะ กูกับคริตจะช่วยดูหลานต่อเอง

ผมมีโมเม้นท์ด้วยกันมากมาย มีฉากทัศน์เป็นมุมต่างๆ ของโลกใบนี้ ที่เราเดินทาง รูปใบนี้ที่หยิบมาโพสต์ เป็นหนึ่งในไม่กี่รูปที่เราถ่ายด้วยกัน ยิ้ม หัวเราะ มีความสุข มันไม่ใช่สถานที่พิเศษอะไร แต่จำได้ว่า มันคือ El Calafete ที่ Patagonia ประเทศอาเจนติน่า ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่เราเดินทางไกลที่สุดในชีวิตของเรา

ดื่มนี้... แด่การเดินทาง แด่เพื่อน แด่มิตรภาพของเรา ไกลสุดขอบโลก ก็ไปด้วยกันมาแล้ว จะอีกโลกหน้า กูก็จะตามมึงไปนะ See you on the other side brother. ในช่วงเวลาแห่งการจากลานี้ ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงได้เห็น ได้สัมผัส มิตรภาพของพวกเรา

ในขณะเดียวกัน เราได้เห็นคนที่เรารักจากลาไป ผมขอใช้โอกาสนี้ บอกกล่าวกับทุกคนกันนะครับ...ใคร...ที่มีเพื่อน มีมิตรภาพที่ดี จงเก็บรักษามันไว้นะ ทะเลาะกัน... ไม่คุยกัน... กลับมาคุยกันได้แล้ว ให้อภัยกัน โอบอุ้มกัน ประคับประคองซึ่งกันและกัน บอกในสิ่งที่อยู่ในใจ พูดในสิ่งที่ออกมาจากใจ ก่อนที่จะไม่ได้มีโอกาส แด่มิตรภาพ

Advertisement

แชร์
"เปเล่" เปิด 2 ความลับที่ "เร แม๊คโดแนลด์" ไม่รู้ ทำประกันชีวิตชื่อนี้