
กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการบันเทิงเมื่อ “จอย บียอนด์” หรือ “จอย หทัยทิพย์ สีสังข์” อดีตนางเอกยุค 90 และนักร้องลูกทุ่งสาว ได้ควงแขนทนายความส่วนตัว เปิดแถลงข่าว ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีกระแสข่าวลือศึกชิงตัวและสิทธิ์การดูแล “เจ้าสัวหมื่นล้าน” โดยยอมรับว่าตนคือตัวจริงที่ใช้ชีวิตคู่กินอยู่กับเจ้าสัวมานานกว่า 30 ปี แต่ปัจจุบันกลับถูกหลานชายของฝ่ายชายกีดกันไม่ให้พบหน้ามานานกว่า 8-9 เดือน
“จอย” เผยทั้งน้ำตาถึงจุดเริ่มต้นความรักว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตนได้พบกับท่านเจ้าสัวระหว่างเล่นภาพยนตร์เรื่อง ธรณีกรรแสง ก่อนจะตกลงคบหาร่วมเดินทางชีวิตคู่มาด้วยกันโดยตลอด ครอบครัวและญาติสนิทของทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้เป็นอย่างดี แต่สาเหตุที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เป็นเพราะขณะนั้นตนมีอายุเพียง 20 กว่าปี และฝ่ายชายเป็นนักธุรกิจ จึงตกลงกันว่าจะใช้ชีวิตคู่แบบไม่ได้ออกสื่อ แต่เปิดเผยในหมู่ญาติมิตร โดยเน้นความสบายใจมากกว่ากระดาษแผ่นเดียว อีกทั้งยืนยันว่าฝ่ายชายไม่เคยมีภรรยาหรือลูกมาก่อน และทั้งคู่ก็ไม่มีทายาทด้วยกันเนื่องจากฝ่ายชายมีปัญหาด้านสุขภาพ
ความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เจ้าสัวเริ่มมีอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานและอัลไซเมอร์ ตนจึงรับหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินและสุขอนามัยอย่างใกล้ชิด ทว่าในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา หลานชายคนหนึ่งของเจ้าสัวได้เข้ามาจัดการเรื่องในบ้าน และเริ่มมีพฤติกรรมกีดกัน โดยการอ้างว่าประตูรีโมตเสียแล้วทำการเปลี่ยนกุญแจบ้านใหม่ทั้งหมด
เมื่อตนกลับมาจากทำงานและพยายามจะเข้าบ้านตามปกติ คนดูแลในบ้านกลับแจ้งว่าหลานชายสั่งห้ามไม่ให้ตนเข้าบ้าน และเมื่อโทรศัพท์ไปสอบถาม กลับได้รับคำตอบจากหลานชายว่า "เขา (สามี) รักคุณมากผมอยากให้เขาลืมคุณ" ซึ่งสร้างความฉงนให้กับตนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ทุกครั้งที่หลานชายเข้าบ้าน ยังมีการปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ของเจ้าสัว ทำให้ตนไม่สามารถติดต่อสามีได้เลย ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ญาติและพี่น้องคนอื่นของเจ้าสัวน่ารักและดีกับตนทุกคน มีเพียงหลานชายคนนี้แค่คนเดียว
ในการแถลงข่าว “จอย” ได้งัดรูปถ่ายตลอดระยะเวลา 30 ปี และจิวเวลรี่ที่ได้รับตามโอกาสพิเศษมายืนยันสถานะภรรยา พร้อมโต้ข้อกล่าวหาเรื่องความโลภอยากได้ทรัพย์สมบัติ โดยยืนยันว่าตนไม่ได้ต้องการกอบโกยอะไร แต่ยอมรับว่าช็อกเมื่อทราบว่าตนถูกตัดเงินเลี้ยงดูรายปีระดับหลักล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่สามีเคยให้ดูแลตามปกติ
ด้านทนายความส่วนตัวชี้แจงว่า ในทางพฤติกรรมทั้งคู่ถือเป็นสามีภรรยาที่ดูแลเกื้อหนุนกันมาตลอด การที่บุคคลอื่นเข้ามาใช้อาการป่วยมากีดกัน ถือว่าทำให้ผู้ป่วยเสียประโยชน์จากการขาดการดูแลที่เหมาะสม ส่วนประเด็นข้อกฎหมายหรือการร้องขอต่อศาลในการจัดตั้งผู้ดูแลนั้น ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานและสิทธิ์ตามกฎหมายต่อไป
ช่วงท้ายของการแถลงข่าว “จอย บียอนด์” ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปล่อยโฮยกมือไหว้วอนขอความเห็นใจจากหลานชายและสังคม โดยระบุว่าตนเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีความรัก และไม่ได้เป็นภัยต่อใคร อยากขอโอกาสและความเมตตากลับไปเคียงข้างเพื่อดูแลสุขภาพของสามีในช่วงบั้นปลายชีวิตตามสัญญาที่เคยให้ไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
Advertisement