
นักแสดงและพิธีกรสาวอารมณ์ดี “เป๊กกี้ ศรีธัญญา” ออกมาเปิดใจอัปเดตความคืบหน้ากรณีคดีความฟ้องร้องแบ่งทรัพย์สินกับอดีตคนรักที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 9 พร้อมย้อนเล่ามรสุมชีวิตช่วงที่เผชิญโรคแพนิกรุนแรงจนหายดี รวมถึงทิศทางธุรกิจสุขภาพและความรักครั้งใหม่กับ “คุณคิว”
“เป๊กกี้” เปิดเผยว่า ขั้นตอนการฟ้องร้องเรื่องทรัพย์สินกับอดีตคนรักดำเนินมาประมาณ 8-9 เดือนแล้ว หลังจากการไกล่เกลี่ยไม่ลงตัวเนื่องจากตัวเลขเงินที่อีกฝ่ายเรียกร้องสูงเกินจริง ซึ่งเดิมทีคดีไม่สามารถฟ้องร้องได้ เว้นแต่ฝ่ายโจทก์จะต้องนำเงินมาวางค่าธรรมเนียมต่อศาล แม้ทางคู่กรณีจะผัดผ่อนมาหลายนัดโดยอ้างเหตุผลเรื่องขาดทุนทรัพย์ แต่ในที่สุดเมื่อศาลขีดเส้นตาย 10 วันสุดท้าย อีกฝ่ายก็กู้เงินมาวางประกันเรียบร้อย ทำให้ศาลนัดสืบพยานอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมปีหน้า
เจ้าตัวระบุว่า ทนายความสั่งห้ามเปิดเผยจำนวนเงิน แต่ยอมรับว่าสูงมากจนรู้สึกขำ พร้อมยืนยันอย่างชัดเจนว่า ที่ผ่านมาทำงานหนักสร้างฐานะด้วยน้ำพักน้ำแรงและความสามารถของตัวเอง ดังนั้นเมื่อจบความสัมพันธ์ไปแล้วอีกฝ่ายก็ไม่ควรได้รับอะไรเพิ่ม ตอนนี้สภาพจิตใจแจ่มใส ไม่มีความเครียด และอโหสิกรรมให้คู่กรณีทั้งหมด พร้อมเข้าสู่กระบวนการสืบพยานเพื่อให้เรื่องราวสิ้นสงสัย
เมื่อถูกถามถึงการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก “เป๊กกี้” ยอมรับว่า หลังเลิกราได้ราว 3-4 เดือน ตนเองเผชิญกับอาการแพนิกรุนแรงโดยไม่รู้ตัว เกิดความกังวลอย่างหนักในพื้นที่แคบหรือแม้แต่ขณะทำผมจนรู้สึกเหมือนจะเสียชีวิต ซึ่งเป็นโรคที่สร้างความทรมานอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวตัดสินใจไม่รับประทานยาปฏิชีวนะ หลังจากได้ปรึกษา “ชาล็อต ออสติน” ถึงผลข้างเคียงของยา และกังวลว่าจะกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการจำบท จึงเลือกใช้วิธีธรรมชาติบำบัดตามคำแนะนำของ “พี่ส้ม คุยแซ่บโชว์” โดยเข้าพบและพูดคุยกับนักจิตวิทยาวันละ 1 ชั่วโมง ควบคู่กับการนั่งสมาธิ สวดมนต์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถรักษาอาการแพนิกให้หายขาดได้ในที่สุด
ปัจจุบัน “เป๊กกี้ ศรีธัญญา” มูฟออนอย่างสมบูรณ์แบบ โดยหันมาทุ่มเทให้กับธุรกิจสุขภาพ ทั้งผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกส์ กาแฟโปรตีน และคอลลาเจนผสมไฮยา เพื่อวางรากฐานความมั่นคงให้กับชีวิตในระยะยาว
ด้านหัวใจ ตอนนี้คบหากับหวานใจคนใหม่ “คุณคิว” มาได้ปีเศษ โดย “เป๊กกี้” กล่าวขอบคุณฝ่ายชายที่เข้ามาเป็นที่พึ่งทางใจและคอยเคียงข้างในวันที่สภาพจิตใจย่ำแย่ รวมถึงเข้าใจสถานการณ์คดีความ พร้อมเผยว่าทั้งคู่ได้ตกลงร่วมกันตั้งแต่เริ่มคบว่า จะไม่จัดงานแต่งงานเพราะเสียดายเงิน โดยตั้งใจนำงบประมาณไปใช้ในการท่องเที่ยวและต่อยอดธุรกิจร่วมกัน เน้นการอยู่ด้วยกันด้วยความสบายใจ ช่วยกันสร้างอนาคต หากในวันข้างหน้าไม่สามารถไปต่อได้ ก็พร้อมเปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ฝืนชีวิตคู่
Advertisement