
นักร้องรุ่นใหญ่มากฝีมือ “ชมพู ฟรุตตี้” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อัปเดตถึงทิศทางการทำงานในปัจจุบัน หลังช่วงหลังมานี้แฟน ๆ เห็นเจ้าตัวทุ่มเทรับงานการกุศลอยู่บ่อยครั้ง พร้อมทั้งเปิดใจถึงคดีความมิจฉาชีพที่นำแบรนด์แชมพูเปลี่ยนสีผมของตนไปแอบอ้างหลอกลวงประชาชน
“ชมพู ฟรุตตี้” เผยว่า ปัจจุบันทำงานในฐานะศิลปินอิสระ จึงมีความยืดหยุ่นในการรับงานที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ตั้งใจเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ งานการกุศล หากเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมจริง ๆ ตนยินดีไปร่วมงานโดยไม่ขอรับค่าตัว แม้จะมีแค่ค่าน้ำมันหรือไม่มีเลยก็พร้อมไปช่วยเต็มที่
พร้อมเผยทัศนคติสุดอารมณ์ดีถึงวัยในปัจจุบันว่า หากนับอายุแบบญี่ปุ่นโดยตัดตัวเลขหน้าออก เอาแค่ตัวหลัง ตนก็อายุแค่ 26 ปีเท่านั้น "เราใช้ชีวิต มีความสุขกับตัวเองและครอบครัวมาเยอะแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาของการให้คืนและช่วยเหลือสังคม ทำตอนที่ยังไหวนี่แหละ"
เมื่อถามถึงวิธีการสกรีนงานกุศล เจ้าตัวเปิดเผยว่า ตนยึดคติจากหนังสือคัมภีร์จีนโบราณที่ว่า "ปล่อยคนผิดร้อยคน ดีกว่าจับคนไม่ผิดคนเดียว" ทำให้ไม่ลังเลที่จะยื่นมือช่วยเหลือ แม้บางครั้งอาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกบ้าง แต่หากเป็นองค์กรหรือโรงพยาบาลใหญ่ ๆ อย่าง ศิริราช, จุฬาฯ หรือธรรมศาสตร์ ก็พร้อมลุยช่วยเต็มที่โดยไม่ต้องลังเล
นอกจากเรื่องงานกุศลแล้ว “ชมพู ฟรุตตี้” ยังได้อัปเดตคดีความเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กรณีมิจฉาชีพนำแบรนด์แชมพูเปลี่ยนสีผมที่ตนเองเป็นผู้บริหารและพรีเซนเตอร์ไปแอบอ้าง โดยเตือนว่ามิจฉาชีพยุคนี้มีกลยุทธ์ที่แยบยลมาก เพราะไม่ได้ขายของปลอม แต่กลับนำสินค้าจริงของบริษัทไปขาย และให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีจริงของบริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือว่าเพจนั้นขายของจริง ก่อนจะใช้ความไว้วางใจดังกล่าวหลอกล่อชวนผู้เสียหายไปลงทุนต่อ จนมีผู้ตกเป็นเหยื่อสูญเงินรวมหลายแสนบาท
แม้ทางบริษัทจะช่วยเยียวยาและจัดการเคลียร์ปัญหากับลูกค้าจนเรียบร้อย แต่ก็ยอมรับว่ากระทบต่อชื่อเสียง และติดตามตัวการได้ยากเนื่องจากเป็นเคสบนโลกออนไลน์ จึงขอฝากเตือนประชาชนว่า บริษัทขายเฉพาะสินค้าเท่านั้น ไม่มีนโยบายชวนลงทุนเด็ดขาด หากพบเห็นลักษณะนี้ให้สงสัยไว้ก่อนทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ
สุดท้าย เจ้าตัวได้ฝากข้อคิดเตือนใจถึงแฟน ๆ ว่า ก่อนเงินจะออกจากกระเป๋า หรือก่อนจะให้ข้อมูลส่วนตัวกับใคร ขอให้ระแวงไว้ก่อนเสมอ พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงใจ ส่วนกลุ่มคนที่กระทำผิดหรือทุจริต อยากขอให้ "ลดได้ลด เลิกได้เลิก" เพราะสุดท้ายความเดือดร้อนจะตกอยู่กับประชาชนคนส่วนใหญ่ในสังคม
Advertisement