
เป็นอีกหนึ่งเคสตัวอย่างสำหรับผู้เสียหายจากภัยออนไลน์ หลังนักแสดงและนางงามสาว “ชาล็อต ออสติน” ออกมาเปิดใจถึงความคืบหน้าคดีถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินสูญกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวเดินหน้าต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมยาวนานถึง 2 ปีเต็ม
ล่าสุด ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตัดสินให้เป็นกรณี "ประมาทร่วม" โดยสั่งให้ทางธนาคารชดใช้เงินคืนแก่ "ชาล็อต" เป็นจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าแม้จะยังไม่ได้เงินเข้ากระเป๋าจริงเพราะต้องรอดูว่าธนาคารจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่ แต่ก็รู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
โดย “ชาล็อต” ได้เปิดใจถึงกระแสสังคมที่มองว่าการเป็นคนดังอาจทำให้คดีคืบหน้าไวว่า “จริง ๆ หลาย ๆ คนก็จะบอกว่าเป็นดาราหรือเปล่าก็เลยได้ หนูจะบอกว่าไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร หรือเป็นใครก็ตาม ถ้าสมมุติเราได้รับความไม่เป็นธรรม สามารถจ้างทนายแล้วก็ฟ้องร้องได้ จะถูกจะผิดก็ให้ศาลเป็นคนวินิจฉัย ซึ่งเคสหนูก็ตั้งแต่วันที่โดนจนถึงทุกวันนี้เราก็มีการติดต่อกับทางทนาย แล้วก็ทำทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายทุกอย่างจริงๆ เสียค่าทนายเองทุกบาททุกสตางค์ กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เกือบสองปีที่เราสู้กันมา พอศาลให้คำพิพากษาออกมาเราก็โอเค แฮปปี้ค่ะ”
เมื่อถามถึงความพอใจกับเงินคืนจำนวน 1 ล้านบาท “ชาล็อต” เผยว่า “หนูพอใจแล้วค่ะ เพราะว่าอย่างที่บอกตอนแรก หนูไม่ได้คิดเลยว่าจะได้เงินคืนเท่าไหร่ ขอแค่จับคนที่เขาทำมิจฉาชีพให้ได้ เพราะรู้สึกว่าเราเสียให้กับมิจฉาชีพ ไม่ได้เสียให้กับอย่างอื่นที่มันจะได้ประโยชน์อะไร ก็เลยอยากจะตามตัวให้เจอแค่นั้นค่ะ แล้วพอดำเนินการไปเรื่อยๆ ก็มีคดีอาญาที่เราได้ฟ้องทั้งหมด 4 คนค่ะ ที่เป็นจำเลย ก็ตอนนี้ถูกจำคุกไปแล้ว 6-7 ปี คนที่แต่งตัวเป็นตำรวจตามที่เห็นคลิปจะโดนไปทั้งหมด 7 ปี แล้วศาลก็แจ้งว่าให้คืนเงินทั้งหมด 4 ล้าน เต็มจำนวนค่ะ หลังจากนั้นเราคุยกับทนาย ทนายก็แจ้งว่าเราสามารถจะฟ้องธนาคารได้ แต่ศาลให้คำพิพากษาว่ามันคือการประมาทร่วมค่ะ ก็เลยได้คืนมา 1 ล้านบาท”
ส่วนโอกาสที่จะได้เงินคืนครบเต็มจำนวน 4 ล้านบาทหรือไม่นั้น เจ้าตัวระบุว่ายังอยู่ในขั้นตอนที่ตำรวจกำลังขยายผล “อันนี้ต้องรอดูจากอีกเคสนึงตรงที่ว่าตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะจับทางเฮดสูงสุดอ่ะค่ะ ถ้าเคลียร์ตรงนั้นได้ คดีสิ้นสุดเราก็ต้องมาดูว่า ถ้าสมมุติอายัดมาได้ 500 ล้าน ก็จะเฉลี่ยให้กับผู้เสียหายด้วย ก็อาจจะไม่ได้ครบตามจำนวนซึ่งหนูก็ถอดใจไปแล้วแหละ แต่พอทนายให้สู้หนูก็โอเค สู้ต่อ”
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังได้ฝากข้อคิดและแนวทางให้ผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้คดีในลักษณะเดียวกันว่า “ขั้นตอนของหนูคือ พอหนูรู้ตัว หนูไปแจ้งตำรวจ แล้วก็นำใบไปหาตำรวจไซเบอร์ทำทุกวิถีทาง รวมไปถึงจ้างทนายด้วย ทนายเขาก็จะเรียกเราไปคุย ทำเอกสาร ให้ความรู้กับเราว่าเราต้องทำยังไงบ้าง ถึงวันที่เราต้องไปขึ้นศาลก็ไปให้คำปากคำ พูดความจริง แต่ก็ขึ้นอยู่กับศาลค่ะ ถ้ายื่นอุทธรณ์ก็ไม่กังวลค่ะ สู้ต่อ ถือเป็นบทเรียนและเคสตัวอย่างค่ะ”
Advertisement