
ผู้เสียหายอดีตพนักงานธนาคาร ร้องสื่อช่วยประสานตำรวจไซเบอร์ หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการที่อ้างเป็นบริษัทจัดหางานต่างประเทศ ใช้กลุ่มไลน์สร้างความน่าเชื่อถือ มีบุคคลร่วมพูดคุยเชียร์และอ้างประสบการณ์เดินทางไปทำงานจริง ก่อนใช้กลลวง “โชว์เงินในบัญชี–แก้ระบบ AI Smart Contract” กดดันให้โอนเงินหลายครั้ง รวมความเสียหายกว่า 659,000 บาท จนเหลือเงินติดตัวเพียง 15 บาท เผยเครียดอย่างหนักถึงขั้นเคยมีความคิดทำร้ายตัวเอง
น.ส.ฐิติรัตน์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 หลังพบโฆษณารับสมัครไปทำงานต่างประเทศผ่าน Facebook จึงติดต่อสอบถามทางไลน์กับบุคคลที่อ้างเป็นพนักงานฝ่ายบริการของบริษัทแห่งหนึ่ง โดยมีการส่งข้อมูลบริษัท เอกสาร และขั้นตอนการสมัครที่ดูน่าเชื่อถือ ก่อนเชิญเข้ากลุ่มไลน์สำหรับแรงงานเพื่อรอประกาศงานและขั้นตอนดำเนินการ
ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม มีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านสิทธิ์ พร้อมให้ชำระเงินจองสิทธิ์ 6,000 บาท โดยอ้างว่าจะคืนเงินภายหลัง ขณะเดียวกันภายในกลุ่มมีบุคคลหลายรายพูดสนับสนุน อ้างว่าญาติหรือคนรู้จักเคยเดินทางไปทำงานผ่านช่องทางดังกล่าวจริง ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเชื่อมั่นและตัดสินใจโอนเงิน
วันที่ 28 สิงหาคม มีชายรายหนึ่งโทรศัพท์เข้ามา อ้างตัวเป็น “ผู้จัดการ” ชี้แจงขั้นตอนการเดินทางและรายละเอียดงานอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้เสียหายยิ่งมั่นใจว่าเป็นบริษัทจัดหางานที่ดำเนินธุรกิจจริง จากนั้นวันที่ 1 กันยายน กลุ่มดังกล่าวแจ้งว่าวีซ่าผ่านแล้ว และให้ผู้สมัครส่งรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมจัดลำดับผู้สมัครให้ดำเนินการทีละคน โดยอ้างว่าใช้เวลาประมาณคนละ 20 นาที และมีผู้สมัครรายอื่นรอคิวอยู่ ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกถูกเร่งรัดและไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด
กระทั่งวันที่ 2 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่เกิดความเสียหายก้อนใหญ่ ผู้เสียหายระบุว่า ช่วงเวลา 13.12 น. ถูกสั่งให้โอนเงินจำนวน 333,000 บาท ไปยังบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นการนำเงินมา “โชว์บัญชี” และจะคืนเงินให้ทันที หลังระบบตรวจสอบเสร็จ พร้อมกำหนดให้ใส่ข้อความหรือรหัสในการทำรายการ
หลังการโอน กลุ่มดังกล่าวกลับอ้างว่าระบบไม่สามารถคืนเงินได้ เนื่องจากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง และต้องดำเนินการแก้ไขระบบ
ต่อมาในเวลา 19.35 น. ผู้เสียหายถูกโน้มน้าวให้โอนเงินเพิ่มอีก 320,000 บาท ไปยังอีกบัญชีหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นการแก้ไขระบบ “AI Smart Contract” พร้อมสร้างแรงกดดันว่า หากไม่ดำเนินการ ผู้สมัครอีกประมาณ 10 คนจะไม่สามารถรับเงินคืนได้ ทำให้ผู้เสียหายซึ่งกังวลว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ตัดสินใจขอยืมเงินจากญาติ พี่น้อง และเพื่อน เพื่อนำมาโอนตามคำแนะนำ
ภายหลังการโอนเงิน กลุ่มดังกล่าวยังพยายามให้ผู้เสียหายหาเงินมาใส่ไว้ในบัญชีของตัวเองเพิ่มอีกจำนวนมาก โดยอ้างว่าต้องใช้สำหรับขั้นตอนสแกนใบหน้าและยืนยันตัวตน ทำให้ผู้เสียหายเริ่มเอะใจ ประกอบกับได้รับการแจ้งเตือนจากธนาคารเกี่ยวกับธุรกรรมที่เกิดขึ้น จึงหยุดดำเนินการและรีบติดต่อศูนย์ AOC 1441 เพื่อขอระงับบัญชีที่เกี่ยวข้อง พร้อมเข้าแจ้งความออนไลน์
ผู้เสียหายระบุว่า ความเสียหายทั้งหมดรวมประมาณ 659,000 บาท โดยมีทั้งเงินส่วนตัวและเงินที่ไปหยิบยืมจากบุคคลใกล้ชิด หลังเกิดเหตุชีวิตได้รับผลกระทบอย่างหนัก เหลือเงินติดตัวเพียงประมาณ 15 บาท และเกิดความเครียดรุนแรงจากภาระหนี้และความรู้สึกผิดที่นำเงินของคนรอบข้างมาสูญเสีย “ตอนนั้นคิดแค่ว่าจะต้องเอาเงินก้อนแรกกลับคืนมา จึงพยายามหาเงินมาแก้ตามที่เขาบอก ยิ่งโอนก็ยิ่งถูกบอกว่ามีปัญหาใหม่ จนสุดท้ายหมดทุกอย่าง เหลือเงินเพียง 15 บาท ช่วงหนึ่งเครียดมากจนเคยคิดสั้น” ผู้เสียหายกล่าว
สิ่งที่ผู้เสียหายเป็นห่วงคือ หลังเกิดเหตุ กลุ่มไลน์ที่ใช้ติดต่อยังคงมีความเคลื่อนไหว และยังมีบุคคลพูดคุยเรื่องสมัครงาน สัมภาษณ์ และรอดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติ จึงเกรงว่าอาจมีประชาชนรายอื่นตกเป็นเหยื่อเพิ่มเติม
ผู้เสียหาย ยังตั้งข้อสงสัยว่า บริษัทซึ่งถูกนำชื่อและข้อมูลทะเบียนมาใช้อ้างอิงนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือถูกบุคคลอื่นนำข้อมูลบริษัทไปสวมรอย รวมถึงเอกสารต่าง ๆ ที่ถูกส่งให้แรงงานเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างละเอียด
ขณะนี้ผู้เสียหายมีหลักฐานทั้งภาพสนทนาผ่านไลน์ สลิปการโอนเงิน คลิปเสียง เอกสารที่กลุ่มดังกล่าวส่งมา ข้อมูลบัญชีรับโอน และข้อมูลการแจ้งความออนไลน์ พร้อมมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ผู้เสียหายจึงร้องขอให้ตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเส้นทางบัญชีรับโอน รวมถึงบุคคลที่ทำหน้าที่ติดต่อ ชักชวน และสร้างความน่าเชื่อถือในกลุ่ม พร้อมขอให้ตรวจสอบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นอีกหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อเพิ่ม
ทั้งนี้ บุคคลและบริษัทที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องนี้ยังต้องได้รับการตรวจสอบจากพนักงานสอบสวน การนำเสนอจึงเป็นข้อมูลตามคำกล่าวอ้างและหลักฐานของผู้เสียหายในเบื้องต้น ยังไม่ถือเป็นข้อยุติว่าบุคคลใดกระทำความผิด
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตของ น.ส.ฐิติรัตน์ อย่างรุนแรง หลังเงินจำนวนมากที่นำไปโอนตามคำแนะนำของกลุ่มดังกล่าวสูญเสียไป โดยเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ต้องกู้ยืมจากเพื่อน ญาติ และบุคคลใกล้ชิด ส่งผลให้ปัจจุบันต้องเผชิญกับภาระหนี้สินและปัญหาด้านชีวิตหลายประการ
สาเหตุเริ่มต้นจากความต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และนำเงินกลับมาชำระหนี้สินของครอบครัว จึงตัดสินใจสมัครงานและโอนเงินตามคำแนะนำของกลุ่มดังกล่าว ก่อนพบว่าตนอาจตกเป็นผู้เสียหายจากขบวนการหลอกลวง ส่งผลให้ความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ต้องยุติลง ขณะที่ภาระหนี้สินจากเงินที่กู้ยืมมายังคงอยู่
ผู้เสียหาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า เดิมทีตัดสินใจสมัครไปทำงานต่างประเทศเพราะหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่และปลดหนี้ แต่วันนี้กลับต้องสูญเสียเงินก้อนใหญ่ พร้อมมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีก จนรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่ตั้งใจไว้หมดสิ้นลง และต้องเผชิญกับความเครียดอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม เธอยังได้รับกำลังใจจากลูกที่พยายามดูแลและส่งข้อความมาหาอยู่ตลอด พร้อมพูดเตือนสติว่า หากแม่คิดสั้นแล้ว ลูกจะอยู่กับใคร ทำให้เธอพยายามเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้
เธอยังฝากเตือนประชาชนที่กำลังมองหางานในต่างประเทศว่า ก่อนตัดสินใจโอนเงินหรือส่งเอกสารสำคัญให้บริษัทหรือนายหน้ารายใด ควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด โดยเฉพาะใบอนุญาตจัดหางาน ชื่อบริษัท บุคคลที่ติดต่อ และบัญชีรับโอนเงิน เนื่องจากรูปแบบการหลอกลวงในปัจจุบันอาจมีการจัดทำเอกสาร กลุ่มสนทนา และบุคคลที่ทำหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถืออย่างเป็นระบบ
“อยากให้เรื่องของหนูเป็นอุทาหรณ์ ไม่อยากให้ใครต้องมาเสียเงิน เสียความหวัง และเป็นหนี้เหมือนที่หนูกำลังเจออยู่ อยากให้ทุกคนตรวจสอบให้ เพราะบางครั้งความหวังว่าจะไปทำงานต่างประเทศ อาจกลายเป็นจุดที่มิจฉาชีพใช้หลอกเราได้” ผู้เสียหายกล่าว
Advertisement