
วันที่ 3 ก.ย. 69 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ความสำคัญกับเบาะแสร้องเรียนยาเสพติดของประชาชนที่สร้างความเดือดร้อนอย่างจริงจัง
โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. , พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำฯ , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบยาเสพติด พร้อมทั้งกำลังศูนย์ยาเสพติด บช น และ บก สืบสวน สตม เพื่อปฏิบัติการ สืบสวนติดตามจับกุมตัว นายโจเอล (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี สัญชาติสิงคโปร์ ได้ที่คอนโดชื่อดังย่านบางแค กรุงเทพฯ
ถูกแจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมายและ เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด” ในส่วนข้อหาเกี่ยวกับการตระเตรียมวัตถุระเบิดและการสั่งสารอันตราย อยู่ระหว่างการสอบสวนและตรวจพิสูจน์เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป
ตรวจสอบประวัติโดยการประสานข้อมูลกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติดกลางสิงคโปร์ (CNB) พบว่า นายโจเอล เป็นอาชญากรระดับเฝ้าระวังที่มีหมายจับติดตัวในประเทศสิงคโปร์ โดยมีประวัติการกระทำความผิดสะสมทั้งในคดียาเสพติดและคดีอาญาอุกฉกรรจ์อย่างเป็นจำนวนมาก ถือเป็นบุคคลอันตรายที่มีพฤติการณ์กระทำผิดซ้ำซากและเป็นภัยต่อความมั่นคง
ตรวจยึดของกลาง
1.ยาไอซ์ จำนวน 3 กรัม พร้อมอุปกรณ์เสพยาเสพติดจำนวนมาก
2.เงินสด 200,000 บาท และ โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง (พบหลักฐานการสั่งสารพิษสังหารหมู่มูลค่า 18,000 บาท)
3.สารเคมีประกอบวัตถุระเบิด/สารอันตราย:ดินประสิว1/2 กิโลกรัม, โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์, สารละลายแอมโมเนีย, กรดไนตริก, บอแรกซ์ (BORAX)
4.อุปกรณ์จุดชนวน 2 ชิ้น
5.กระป๋องแก๊ส 5 กระป๋อง
พฤติการณ์กล่าวคือ เมื่อปลายเดือน มกราคม 2569 สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ได้รับแจ้งเบาะแสว่า ชาวสิงคโปร์รายหนึ่งนามว่า นายโจเอล หลบหนีคดีมากบดานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีพฤติกรรมเสพยาไอซ์แล้วคลุ้มคลั่ง ลงมือกระทำด้วยความรุนแรง ทำร้ายร่างกาย และหน่วงเหนี่ยวกักขังลักษณะ คล้ายพวกวิปริตทางเพศ
หลังรับแจ้ง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น. แกะรอยนานกว่า 3 เดือ นเพราะตัวตนของ นายโจเอล กลับลึกลับจนกระทั่งมีการประสานงานกับ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดกลางสิงคโปร์ (CNB) จนทราบว่า นายโจเอล คือ “อาชญากรระดับเฝ้าระวังพิเศษ” หลังได้ก่อคดีอาญาและคดียาเสพติด “ยาวเป็นหางว่าว” ในประเทศสิงคโปร์ เขาใช้ใบหน้าที่หล่อเหลา และดูอ่อนกว่าวัยแฝงตัวเข้ามาในประเทศไทยเกือบ 3 ปีในคราบ "นักศึกษา" เล็ดลอดสายตาเจ้าหน้าที่มาได้ เพราะยังไม่มีชื่อในบัญชีหมายจับอินเตอร์โพล
2 สัปดาห์แห่งการไล่ล่าอาชญากรข้ามชาติ ชุดสืบสวนยังไม่พบร่องรอยใดๆ ของ นายโจเอล ได้มาเพียงเบาะแสเล็กน้อยให้ไปต่อเพียงว่า “คนร้ายชอบไปหาสาวเอ็นย่านกลางเมือง” แม้จะยาก แต่เป็นทางเดียวที่เหลืออยู่ ชุดสืบสวนจึงต้องแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว ตระเวนหาข่าวในย่านนั้นนานนับสัปดาห์ กระทั่งได้พบกับสาวเอ็นเตอร์เทนรายหนึ่ง ระหว่างที่ชุดสืบสวนที่ปลอมตัวเป็นเสี่ยพูดคุยปรากฏจึงทราบว่ารู้จัก นายโจเอล ชุดสืบสวนไม่รอช้ารีบวิ่งไปถอนเงิน เพื่อจะมาซื้อดื่มกับเธอเพื่อให้ได้พูดคุยกับเธอมากที่สุด เมื่อบรรยากาศได้ที่แล้วหญิงสาวเริ่มพูดถึงเรื่องของ นายโจเอล ที่มักจะใช้ความรุนแรงกับเธอ กระทำเธอด้วยความรุนแรงจนเส้นเลือดในตาเธอแตก โดยเธอยังเล่าอีกว่าปัจจุบัน นายโจเอล มีอาการคลุ้มคลั่งตัดพ้อ และชักชวนให้เธอกระโดดตึกพร้อมๆ กัน หรือข่มขู่ว่าจะใช้มีดมาทำร้ายเธอ
และที่น่ากลัวที่สุดคือ การวางแผนที่จะนำยาพิษใช้สังหารหมู่ใส่ในแท้งค์น้ำ โดยครั้งแรกชุดสืบสวนคิดว่าเป็นเพียงเทคนิคสร้างเรื่องราวของสาวดริ้ง เพื่อเรียกความสนใจจากแขก กระทั่งการสืบสวนได้เจาะลึงลงไปจนพบหลักฐานที่ทำให้ต้องรวดเร็ว และรัดกุม คือข้อมูลที่ นายโจเอล สั่งซื้อยาพิษใช้สังหารหมู่ ซึ่งแรงกว่ามอร์ฟีน 10,000 เท่า จำนวน 20 กรัม และ ยาที่ใช้ในการการุณยฆาตสัตว์หรือการประหารชีวิต อีกจำนวน 10 กรัม โดยสั่งซื้อจากดาร์กเว็บพร้อมกับการชำระเงินอย่างเรียบร้อย ซึ่งตามทฤษฎีทางเคมี ปริมาณยาดังกล่าวสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้จำนวนมาก หากได้ลงมือจริง เมื่อชุดสืบสวนรับรู้ข้อมูลดังกล่าว จึงรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบในทันที การไล่ล่าสุดใจได้เริ่มต้นขึ้น
วันที่ 3 ก.ย. 2569 กำลัง ศอ.ปส.บช.น. ร่วมกับ บก.สส.สตม. บุกเข้าคอนโดหรูย่านบางแค วางกำลังเฝ้าก่อนบุกชาร์จห้องพักจับกุมตัว นายโจเอล ไว้ได้สำเร็จโดยการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบยาเสพติด (ยาไอซ์) 3 กรัม และอุปกรณ์การเสพจำนวนมาก และจากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์ พบข้อมูลการติดต่อสั่งซื้อยาพิษใช้สังหารหมู่ และยังพบสารเคมีประกอบวัตถุระเบิด/สารอันตรายอีกหลายรายการ พร้อมกับอุปกรณ์จุดชนวนอีก 2 ชิ้น โดยหลังจับกุมตัว พล.ต.ท.สยาม ได้เดินทางมาซักถามขยายผลด้วยตนเองก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ในชั้นจับกุม นายโจเอล ให้การรับสารภาพโดยให้การว่า “เดิมตนเองอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยได้ถูกจับกุมดำเนินคดียาเสพติดมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ติดคุก 1 ปี ครั้งที่ 2 ติดคุก 3 ปี และครั้งที่ 3 ติดคุก 5 ปี แล้วยังถูกเฆี่ยนอีก 3 ที กระทั่งในปี 2567 ได้กระทำความผิดอีกครั้งแต่ได้หลบหนีออกนอกประเทศมายังประเทศไทย โดยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับไปประเทศตนเองอีก ถ้ากลับไปขอตายดีกว่า หลังหนีมาที่ประเทศไทยได้ขายทรัพย์สินที่ประเทศสิงคโปร์จนได้เงินมาจำนวนประมาณ 5 ล้านบาท แต่ได้ถูกเพื่อนจากประเทศเดียวกันหลอกลวงเงินไป 2.5 ล้านบาท ทำให้เกิดอาการเครียดเรื่อยมา โดยยอมรับว่าตนยิ่งมีอาการคุ้มคลั่งเพราะแฟนสาวคนปัจจุบัน ที่ชอบไปข้างนอกและไม่กลับบ้าน ทำให้ช่วงหลังๆ มานี้ตนเองรู้สึกอยากตายมากๆ
โดยอ้างว่าที่ตนเองได้สั่งยาพิษ และสารเคมีนั้นไปจริงๆ และจ่ายเงินไปจริง เพื่อหวังจะนำมาฆ่าตัวตายเท่านั้น ส่วนที่สั่งไปเยอะขนาดนั้นเพราะกลัวตัวเองจะไม่ตาย ตนขอร้องเจ้าหน้าที่ว่าขอตายในประเทศไทยไม่ขอกลับไปประเทศสิงคโปร์ หากต้องกลับไปขอยอมตายดีกว่า”
พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า “จากพยานหลักฐานและแผนประทุษกรรมที่เราพบในโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา มีการเตรียมการเกี่ยวกับสารพิษร้ายแรง ซึ่งหากเราก้าวพลาดหรือช้าไปอาจเป็นเหตุร้ายแรง แนวทางการสืบสวนเป็นเรื่องสติแตก จากอาการยาเสพติด ยังไม่ปรากฏหลักฐานเรื่องการก่อการร้าย ได้ประสานข้อมูลกับ CNB ประเทศสิงคโปร์ ที่ทำให้เราทราบว่าผู้ต้องหารายนี้คืออาชญากรยาเสพติดระดับเฝ้าระวังพิเศษ สำหรับสารประกอบวัตถุระเบิด ผู้เชี่ยวชาญแจ้งว่าสารเคมีที่ตรวจพบยังไม่มีเพียงพอทำเป็นระเบิดสังหาร โดยได้ส่งสารเคมีหลายชนิดนำส่งสำนักงานพิสูจน์หลักฐานเพื่อตรวจสอบต่อไป
Advertisement