
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.ธีรเดช อรุณนพรัตน์ สว.กก.1 บก.ป., ร.ต.อ.จริวัฒน์ ประสพพรพิบูลย์, ร.ต.อ.วรัญชัย สุขยิ่ง รอง สว.กก.1 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชป.12 กก.1 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นายศิวะบุตรฯ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1525/2568 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ, ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและโดยทุจริตหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนโดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด”
สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านเช่าหลังหนึ่ง ซ.คลองขุด ถ.ท่าแฉลบ ต.ตลาด อ.เมือง จ.จันทบุรี
พฤติการณ์ เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้เสียหายต้องการกู้ยืมเงินจำนวน 3,000,000 บาท เพื่อนำมาหมุนเวียนในธุรกิจ จึงได้ค้นหาแหล่งเงินกู้ผ่านทาง Facebook จนพบกับบัญชีที่มีการโพสต์โฆษณาชักชวนให้กู้ยืมเงิน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อทักไปพูดคุย นายศิวะบุตรฯ (ผู้ต้องหาที่ 1) ได้สวมรอยเป็นนายหน้าชื่อ “เต” รับอาสาดำเนินการเรื่องกู้ยืมเงินให้
แต่การกู้เงินครั้งนี้กลับกลายเป็นหลุมพราง ผู้ต้องหาได้ออกอุบายเรียกเก็บ “ค่าดำเนินการ” สารพัดรูปแบบอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น ค่าจัดทำเอกสารและค่าดำเนินการกู้ยืม, ค่าทำรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 12 เดือน, ค่าภาษีบริษัทและค่าแก้ไขเอกสารต่างๆ
จุดพีคของการหลอกลวงเกิดขึ้นเมื่อผู้ต้องหาอ้างว่า การกู้เงินครั้งนี้หนังสือรับรองบริษัท ของผู้เสียหายไม่ผ่านเกณฑ์ จึงจัดการ “ปลอมหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (DBD)” ขึ้นมาเอง โดยสวมรอยใช้เลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทอื่น แล้วแก้ไขใส่ชื่อผู้เสียหายเป็นกรรมการบริษัทแต่เพียงผู้เดียว ส่งกลับมาให้ผู้เสียหายดูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ เมื่อผู้เสียหายเริ่มไม่มีเงินจ่าย นายศิวะบุตรฯ ยังได้ขอเบอร์โทรศัพท์ผู้เสียหายไป แล้วสวมบทบาทเป็นเลขาชื่อ “ใหม่” ทักไลน์มาหลอกซ้ำเพื่อเร่งรัดเอาเงินเพิ่ม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการอ้างอิงถึง “ค่าบัค” หรือค่าปิดกั้นการตรวจสอบจากตำรวจ เพื่อรีดไถเงินก้อนสุดท้าย
ด้วยความหวังว่าจะได้เงินกู้ ผู้เสียหายยอมโอนเงินเข้าบัญชีของนายศิวะบุตรฯ บัญชีของนางสาวเนตรนภิศฯ (มารดา) และบัญชีพ่อค้าอาหารทะเล (ที่ผู้ต้องหาไปสั่งของไว้) รวมโอนเงินไปทั้งสิ้น 12 ครั้ง สูญเงินกว่า 123,200 บาท ท้ายที่สุดก็ไม่ได้รับเงินกู้ตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อทวงถามก็ถูกบ่ายเบี่ยงและหลบหนีไป
การสืบสวนสอบสวนและการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. ได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ทั้งเส้นทางการเงิน การให้ปากคำจากตัวแทนธนาคาร และการตรวจสอบเอกสารราชการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาที่ 1 และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 2
ต่อมา ชุดสืบสวน กก.1 บก.ป. ได้รับแจ้งเบาะแสว่า นายศิวะบุตรฯ ได้หลบหนีมากบดานอยู่ในพื้นที่ อ.เมืองจันทบุรี จึงนำกำลังลงพื้นที่เฝ้าสังเกตการณ์ จนสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้ในที่สุด
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น นายศิวะบุตรฯ ให้การ “รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา” โดยยอมรับว่าได้สร้างเรื่องหลอกลวงผู้เสียหายจริง โดยใช้บัญชีของตนเองและมารดาเป็นช่องทางรับโอนเงิน เมื่อผู้เสียหายรู้ตัวและเริ่มทวงถาม จึงได้โอนเงินคืนไปเพียง 10,000 บาท ก่อนจะหลบหนีไปจนกระทั่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. จับกุมตัวได้ในที่สุด
Advertisement