
เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่สนคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการ ยื่นฟ้อง นายสมประสงค์ ทิพย์สุคน กับพวก ที่ กับพวกรวม 5 คน (มีนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก เป็นจำเลยที่ 5 )ในความผิดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล
คดีนี้จำเลยที่ 1 5ให้การรับสารภาพ
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2565 จำเลยที่ 5 กับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันลักเอาลูกกุญแจที่ไขเครื่องพันธนาการ (กุญแจข้อเท้า) ราคา9,750 บาท ของเรือนจำกลางคลองเปรม ที่เก็บรักษาไว้ภายในอาคารส่วนควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางคลองเปรม ไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันช่วยจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นจำเลย ของศาล ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งถูกใส่เครื่องพันธนาการ (กุญแจข้อเท้า) อันเป็นการถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ให้หลบหนีจากห้องพิจารณาคดี หมายเลข 903ของศาลนี้ ในระหว่างพิจารณาคดี
ด้วยการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันจัดหาและส่งมอบลูกกุญแจไขเครื่องพันธนาการ (กุญแจข้อเท้า) ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ถูกลักเอาไป ให้แก่จำเลยที่ 5 นำไปไขเครื่องพันธนาการ(กุญแจข้อเท้า) ออกได้สำเร็จ ร่วมกันจัดหาและส่งมอบเสื้อแขนสั้นสีน้ำเงิน ,กางเกงยีนส์ ,รองเท้าคัชชู 1 คู่ ถุงเท้า 1 คู่ ให้แก่จำเลยที่ 5 ใช้เปลี่ยนชุดนักโทษออกแล้ว
นำเสื้อ กางเกง ถุงเท้าและรองเท้าดังกล่าวสวมใส่แทนเพื่ออำพรางตัวจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และประชาชน และร่วมกันจัดหาและส่งมอบเงินสด 1.1 หมื่นบาท ให้จำเลยที่ 5 ติดตัวสำหรับใช้ระหว่างหลบหนี
อันเป็นการทำให้จำให้จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาลหลุดพ้นไปจากการคุมขังตามอำนาจของศาล
โดยจำเลยที่ 5 ทำทีขออนุญาตเจ้าพนักงานศาลยุติธรรมที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีหมายเลข 903 ของศาลอาญาไปเข้าห้องน้ำชาย ชั้น 9 จากนั้นจำเลยที่ 5ใช้ลูกกุญแจซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 5กับพวกร่วมกันลักไป ไขเครื่องพันธนาการ (กุญแจข้อเท้า) ออกสำเร็จ จากนั้นถอดชุดนักโทษออกแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า หลบหนีการคุมขังออกจากห้องน้ำชายดังกล่าวไปบริเวณโถงทางเดินกลาง ชั้น 9 และลงบันไดไปที่ชั้นที่ 3 อาคารศาลอาญา
ต่อมา เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 5 ได้ พร้อมยึดของกลาง
โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้ต้องคำพิพากษาในคดีอาญาของศาลนี้ ให้จำคุก 1,155 ปี และเป็นบุคคลคนเดียวกับที่เป็นจำเลยในคดีอาญาอีกหลายคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ฐานกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาลหลุดพ้นจากการคุมขังไป โดยผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลให้จำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป จำคุก 7 ปี
จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) (8), วรรคสอง, 190ประกอบมาตรา 83การกระทำของจำเลยที่ 5เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81
ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในสถานที่ราชการ จำคุก 7 ปี ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล จำคุก 3ปี
จำเลยที่ทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1จำคุก 3 ปี 6 เดือน และลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในสถานที่ราชการ จำคุก 3ปี 6เดือน
ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล จำคุก 1ปี 6เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 5เป็นเวลา 4ปี 12เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยต่อจากคดีอาญาอีกหลายคดี
Advertisement