
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายสมชาย หรือเปี๊ยก อายุ 44 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดลพบุรี จ.100/2569 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” โดยจับกุมได้ที่ บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (นวนคร) ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
ก่อนการจับกุมผู้เสียหายซึ่งมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาได้เช่าซื้อรถแบคโฮเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการประกอบอาชีพและรับงานตามไซต์งานต่างๆ ต่อมาในช่วงปี 2568 สถานการณ์ทางการเงินเริ่มประสบปัญหาฝืดเคือง ส่งผลให้เริ่มขาดส่งค่างวดกับทางบริษัทไฟแนนซ์ เมื่อมีการทวงถามเกิดขึ้น ด้วยความที่ผู้เสียหายยังจำเป็นต้องใช้รถคันนี้ในการทำมาหากิน และต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีเจตนาจะไม่ชำระหนี้ จึงพยายามรวบรวมเงินเท่าที่พอจะหาได้ในขณะนั้นทยอยจ่ายอยู่เรื่อยๆ โดยเป็นการจ่ายชำระเพียงบางส่วนในลักษณะ "จ่ายหยอด" ครั้งละ 5,000 บาท หรือ 10,000 บาท เพื่อหวังจะประคองบัญชีไว้และป้องกันไม่ให้รถถูกยึด ต่อมาผู้เสียหายไม่สามารถหาเงินมาส่งค่างวดรถต่อได้และขาดส่งไปในที่สุด รถแบคโฮคันดังกล่าวจึงถูกจอดทิ้งไว้
จนกระทั่งวันหนึ่งตัวแทนของบริษัทไฟแนนซ์ได้มาพบรถจอดอยู่ จึงน่าจะคาดเดาเอาเองว่าผู้เช่าซื้อได้ทิ้งรถคันนี้ไปแล้ว ตัวแทนไฟแนนซ์จึงอาศัยจังหวะดังกล่าวทำทีเข้าทำการยึดรถแบคโฮไป โดยที่ตัวผู้เช่าซื้อไม่รับรู้และไม่ได้เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องของบริษัทไฟแนนซ์ต้นสังกัด
จากนั้นตัวแทนรายนี้ได้ร่วมมือกับชายอีกคนหนึ่ง วางแผนนำรถแบคโฮออกไปเร่ขายให้กับนายทุนคนหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีการว่าจ้างรถสไลด์ให้มาบรรทุกและเคลื่อนย้ายรถแบคโฮคันนี้ส่ง ซึ่งการซื้อขายในครั้งนี้เป็นการตกลงกันโดยไม่มีการทำสัญญาใดๆ และเป็นการขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดอย่างมาก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 600,000 บาท ผู้เสียหายจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลพบุรี กระทั่งถูกออกหมายจับ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปพ. ได้รับแจ้งจากสายลับว่านายสมชาย อายุ 44 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหานามหมายจับนี้หลบหนีมาอยู่ที่ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จึงได้ทำการสืบสวนหาข่าวและพบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและยอมรับว่าตนเองเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริง
จากการสอบถามเบื้องต้นให้การว่า เมื่อช่วงปี 2568 ตนได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์ ติดตามรถฯ ตนเห็นรถแบคโฮจอดอยู่เป็นเวลานาน และตนรู้จักกับเจ้าของที่ที่รถคันดังกล่าวจอดไว้ ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถที่ค้างชำระค่างวดหลายงวด ไม่มีคนดู เลยได้คุยกับเพื่อนว่าเอารถออกขาย โดยเพื่อนได้ติดต่อกับนายทุนและได้ขายไป
เบื้องต้นขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนเพียงแค่พูดให้เพื่อนเอารถไปขาย แต่ตนไม่ได้เป็นคนขายรถแต่อย่างใด
Advertisement