
เจ้าหน้าที่จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ได้มาลงพื้นที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เพื่อตรวจสอบโครงสร้างอาคารภายในทั้งหมด เพื่อนำไปประชุมด้านนโยบายในการออกกฎระเบียบโครงสร้างของสถานบันเทิง รวมถึงหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ เมื่อถามว่าจากที่เข้าไปประเมินเบื้องต้น ร้านดังกล่าวมีความผิดกฎอย่างไรหรือไม่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถตอบได้ระบุเพียงว่าแค่มาเก็บข้อมูลเพื่อนำไปประชุม
ขณะที่ครอบครัวของ นายสิทธิพงษ์ ไชโย หรือ “อาร์ต” ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เดินทางจาก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มายังจุดเกิดเหตุ พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์ 1 รูป มาทำพิธีเชิญดวงวิญญาณบริเวณหน้าสถานบันเทิง โดยมี สส.กังฟู นำมาก่อนจะเดินทางไปรับร่างที่สถาบันนิติเวช เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
คุณป้าของนายสิทธิพงษ์ เปิดใจทั้งน้ำตาว่า ตนเป็นคนเลี้ยงหลานมาตั้งแต่เด็ก เพราะแม่ของหลานเป็นผู้พิการ ส่วนพ่อเสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน จึงรักและผูกพันกับหลานมาก มีน้อยก็กินด้วยกัน มีมากก็กินด้วยกัน ไม่เคยปล่อยให้หลานลำบาก
ก่อนเกิดเหตุ หลานเพิ่งเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ได้เพียง 1 เดือนกว่า เพื่อมาทำงานที่ร้านอาหาร เนื่องจากที่บ้านไม่มีงานทำ และตั้งใจจะหาเงินส่งกลับไปให้แม่ โดยเคยบอกไว้ว่า หากเงินเดือนออกจะรีบส่งเงินกลับบ้าน แต่กลับมาเสียชีวิตก่อนที่จะได้ทำตามสัญญา
คุณป้า เล่าว่า ครอบครัวทราบข่าวจากหลานอีกคนที่เห็นภาพของนายอาร์ตถูกเผยแพร่ในเฟซบุ๊กช่วงประมาณ 03.00 น.ตอนแรกทุกคนไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และยังไม่กล้าบอกแม่ของนายอาร์ต เพราะเกรงว่าจะรับข่าวไม่ไหว จึงประสานขอความช่วยเหลือจาก สส.กังฟู ให้ช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถเดินทางมารับหลานกลับบ้านได้ในวันนี้
คุณป้า บอกด้วยว่า หลังรู้ว่าหลานเสียชีวิตที่กรุงเทพฯ ตนเองกินข้าวไม่ลง นอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำอย่างไร พร้อมยอมรับว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น หลังจากนี้ครอบครัวจะเดินทางไปรับร่างที่สถาบันนิติเวช ก่อนนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด จังหวัดอุบลราชธานี
ด้านนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ สส.กังฟู สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคไทรวมพลัง เปิดเผยว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจมีการ อะลุ่มอล่วยให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต เนื่องจากทราบว่าตอนนี้ มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์การจะนำร่างออกกลับไปทำพิธีบำเพ็ญกุศลจะต้องมีการเปลี่ยนเทียบผลการตรวจ 2 อย่างคือลายนิ้วมือ และDNA ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างนานและถือเป็นอุปสรรคกับญาติผู้เสียชีวิตเนื่องจากบางครอบครัวเดินทางมาไกล อย่างครอบครัวนี้มาจากอำเภอน้ำยืนจังหวัดอุบลราชธานี ระยะทางก็ไกลกว่า 800 กิโลเมตร ถ้าผลการตรวจใช้เวลาหลายวันทางครอบครัวผู้เสียชีวิตก็ไม่รู้จะต้องไปอยู่ที่ไหนระหว่างรอผลตรวจ และที่สำคัญครอบครัวนี้ก็มีการจัดพิธีศพรออยู่ที่บ้านเกิดแล้ว ถ้าเป็นไปได้อยากให้สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ช่วยพิจารณาความเหมาะสม เพราะอย่างเมื่อวานนี้ ก็มีการเปรียบเทียบแค่ลายนิ้วมือเท่านั้น
Advertisement