
วันนี้ (8 ก.ค.69) ที่กรมศุลกากร ผู้แทน 3 องค์กร ประกอบด้วย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สตง. ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปประกอบด้วย โครงการเช่าระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV System) และเทคโนโลยี เพื่อการควบคุมทางศุลกากร และโครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ทดแทนและเพิ่มเติม มวงเงินรวม 4,500 ล้านบาทโดยมีอธิบดีกรมศุลกากรให้การต้อนรับและชี้แจงรายละเอียดโครงการ
นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจสอบเชิงป้องกัน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างทั้ง 3 หน่วยงาน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมวินัยการเงินการคลัง ป้องกันความเสียหายจากการใช้งบประมาณ และเปิดโอกาสให้หน่วยงานเจ้าของโครงการได้หารือร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ หากพบข้อสังเกตหรือข้อบกพร่องก็จะร่วมกันหาแนวทางแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง เบื้องต้นยังไม่พบข้อบกพร่องในการดำเนินโครงการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามสถานะของแต่ละโครงการ โดยเฉพาะโครงการจัดหาเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งเคยยกเลิกการจัดซื้อมาแล้ว 1 ครั้ง และกำลังจัดทำร่างขอบเขตงาน (TOR) ใหม่ ท่ามกลางกรอบเวลาที่เหลือเพียงประมาณ 3-4 เดือน จึงเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมบัญชีกลาง เพื่อให้คำแนะนำและผลักดันให้โครงการเดินหน้าได้ทันตามกำหนด
พร้อม ระบุว่า ปีงบประมาณ 2569 ได้คัดเลือกโครงการขนาดใหญ่เข้าตรวจสอบเชิงป้องกันทั้งหมด 6 โครงการ จากหลายหน่วยงาน อาทิ กรมศุลกากร กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คำแนะนำระหว่างดำเนินโครงการ มากกว่าการเข้าไปตรวจสอบภายหลังโครงการแล้วเสร็จ พร้อมเตรียมสรุปรายงานผลภายในเดือนกันยายนนี้
นายชนม์สวัสดิ์ ประศาสน์ครุการ ผู้อำนวยการกองป้องกันการทุจริตในภาครัฐ จากสำนักงานป.ป.ท.กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ให้หน่วยงานภาครัฐบูรณาการการตรวจสอบเชิงรุก เพื่อป้องกันการทุจริต ควบคู่กับการกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารสัญญาให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ รวมถึงคุ้มค่าต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ
ขณะที่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เครื่องเอกซเรย์ที่ใช้งานอยู่ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง มีอายุการใช้งาน 18 ปี และบริษัทผู้ผลิตยุติการผลิตอะไหล่แล้ว จึงจำเป็นต้องจัดหาเครื่องใหม่ โดยได้ศึกษามาตรฐานและเทคโนโลยีที่องค์การศุลกากรโลกแนะนำ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการตรวจจับยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย
ซึ่งการที่ สตง. ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เข้ามาให้คำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใส และได้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม ต่างจากในอดีตที่หน่วยตรวจสอบมักเข้ามาหลังโครงการเสร็จสิ้นแล้ว
เครื่องเอกซเรย์ไม่สามารถระบุได้ทันทีว่าภายในตู้สินค้ามียาเสพติดหรือไม่ แต่สามารถแสดงภาพความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้ เปรียบเสมือนการตรวจเอกซเรย์ทางการแพทย์ที่ช่วยค้นหาความผิดปกติ ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคโดยตรง นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายแล้ว ยังช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพิ่มความโปร่งใส และลดช่องว่างการทุจริต เนื่องจากมีภาพบันทึกเป็นหลักฐานในการตรวจสอบทุกขั้นตอน
อย่างไรก็ดี โครงการจัดหาเครื่องเอกซเรย์วงเงิน 2,900 ล้านบาท ยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้ แม้เวลาผ่านไปแล้วกว่า 9 เดือนของปีงบประมาณ จึงกังวลเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณให้ทันกำหนด แต่เชื่อว่าการได้รับคำแนะนำจากทั้ง 3 องค์กร จะช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
ด้านนางสาวลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงานป.ป.ช. เปิดเผยว่า วันนี้เป็นความร่วมมือกัน 3 หน่วยงาน ซึ่งก็จะมีประมวลจากอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ในส่วนของ ป.ป.ช.ได้มาแชร์ข้อมูลว่า จุดเสี่ยงที่ควรระวังซึ่ง ป.ป.ช. ได้มาจากเรื่องร้องเรียน
ส่วนในเรื่องของ TOR ที่จะต้องระมัดระวัง จะต้องไม่มีการล็อกสเปกหรือเอื้อประโยชน์ให้กับรายใดรายหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้ ทางป.ป.ช.ก็จะได้แนะนำทางกรมศุลกากร ต้องมีข้อควรระวังอย่างไร เพราะวันนี้ป.ป.ช.มาในลักษณะของการร่วมไม้มือร่วมมือกันเพื่อป้องกันการทุจริต เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จะเป็นในการป้องกันมากกว่าที่จะไปตรวจจับผิด
ส่วนในยุคสมัยนี้ถ้าหากจะมีการทุจริตจะเกิดจากขั้นตอนใด ทาง ป.ป.ช. เปิดเผยว่า จะมีเรื่องร้องเรียนคือ 1 ในเรื่องของราคากลาง ในการกำหนดแพงเกินจริง อัปราคาให้สูงเพื่อไปเรียกเงินทอนกันภายหลัง ประเด็นที่ 2 คือเรื่องของการร่าง TOR เพื่อเอื้อประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการล็อกสเปก เพื่อล็อกให้บางกลุ่มเข้ามาทำสัญญากับหน่วยงานภาครัฐได้ นอกเหนือจากนี้ก็จะเป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจในการคัดเลือกผู้ที่มาทำสัญญา ซึ่งก็อาจจะมีการคัดเลือกพวกพ้องตัวเอง หรือ มีการแลกรับผลประโยชน์กันภายหลังเพื่อให้มีการเข้ามาทำสัญญา
Advertisement