
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณีคนร้ายสวมชุดอำพรางปกปิดใบหน้า ก่อเหตุใช้ถุงคลุมกล้องวงจรปิด ก่อนจุดพลุขนาดใหญ่ยิงใส่อาคารสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านพัทยาใต้ เมื่อเวลาประมาณ 04.19 น. ที่ผ่านมา จนเกิดประกายไฟและเสียงระเบิดดังสนั่น สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเกิดเหตุซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ และอยู่ใกล้ร้านจำหน่ายแก๊ส ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า หากเกิดการลุกลามหรือพลุพุ่งผิดทิศทาง อาจนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้หรือโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ได้
จากการลงพื้นที่พบว่า ภายในสถานบันเทิงยังมีกลุ่มช่างเข้าดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงพื้นที่เพื่อประเมินความเสียหาย เบื้องต้นไม่พบความเสียหายรุนแรงภายในอาคาร
อย่างไรก็ตาม บริเวณหน้าร้านพบกล่องบรรจุพลุจำนวน 2 กล่อง เป็นพลุขนาด 66 นัด จำนวน 1 กล่อง และพลุขนาด 36 นัด อีก 1 กล่อง ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ ขณะที่บริเวณกระจกด้านหน้าร้านพบคราบความร้อนสีขาวและร่องรอยความเสียหายบางจุด อันเกิดจากแรงสะเก็ดและเปลวไฟของพลุที่พุ่งเข้าใส่อาคารโดยตรง
ผู้สื่อข่าวยังได้สำรวจพื้นที่โดยรอบ พบว่าฝั่งตรงข้ามเป็นปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ ซึ่งแม้ในช่วงเกิดเหตุจะปิดให้บริการ แต่ยังมีหัวจ่ายน้ำมันและสิ่งปลูกสร้างภายในพื้นที่ อีกทั้งถัดออกไปยังเป็นร้านจำหน่ายแก๊สขนาดใหญ่ ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นพฤติการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดการลุกลามเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นายกิตติพงศ์ อายุ 30 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุได้ยินเสียงดังสนั่นเพียงครั้งเดียว ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุรถชน แต่เมื่อหันไปมองกลับเห็นแสงไฟและประกายพลุจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ผับ จึงรู้ว่าเป็นการจุดพลุ ซึ่งผิดสังเกต เพราะโดยปกติพลุจะถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ครั้งนี้กลับถูกหันปากกระบอกยิงเข้าใส่ตัวผับโดยตรง ทำให้ผู้พักอาศัยภายในอาคารฝั่งตรงข้ามต่างพากันเปิดหน้าต่าง ชะโงกดูเหตุการณ์ ก่อนทยอยลงมาดูด้วยความตกใจ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตรายจากการอยู่ใกล้ปั๊มน้ำมันและร้านแก๊ส โดยในช่วงแรกที่วิ่งออกมาดูไม่พบผู้ก่อเหตุ พบเพียงประชาชนที่เริ่มออกมายืนมุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก
ด้านแนวทางการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ยังคงเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด เส้นทางหลบหนี และตรวจสอบวัตถุพยานที่พบในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เนื่องจากลักษณะการก่อเหตุสะท้อนว่าผู้ลงมือมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ทั้งการอำพรางใบหน้า การใช้ถุงคลุมกล้องวงจรปิดเพื่อหลีกเลี่ยงการบันทึกภาพ รวมถึงการเลือกใช้พลุหลายชุดหันยิงเข้าหาตัวอาคารโดยตรง จึงให้น้ำหนักไปที่ประเด็นการข่มขู่หรือสร้างแรงกดดันต่อเจ้าของกิจการ มากกว่าการก่อเหตุจากความคึกคะนอง
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังไม่ตัดประเด็นความขัดแย้งทางธุรกิจ ปัญหาส่วนตัว หรือความขัดแย้งอื่น ๆ ที่อาจเป็นชนวนของเหตุการณ์ โดยจะเร่งตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงแหล่งที่มาของพลุและอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุ เพื่อเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เนื่องจากการก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังสร้างความหวาดผวาให้กับประชาชน และอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่อยู่ในบริเวณโดยรอบได้ หากเหตุการณ์บานปลายกว่านี้
Advertisement