
จากเหตุการณ์ผนังอุโมงค์ดอยหลวง ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ (สัญญาที่ 3) พังถล่มทับคนงานภายในอุโมงค์ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 7 ราย โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ นายอภิเดช แก้วประเคน หรือ ปลื้ม อายุ 24 ปี ชาวจังหวัดกาญจนบุรี
ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านพักของนายอภิเดช ในพื้นที่ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าสภาพบ้านเป็นเพียงกระต๊อบไม้เก่าที่ทรุดโทรม ไม่มีไฟฟ้าใช้ ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวที่ค่อนข้างลำบาก ขณะที่บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ญาติพี่น้องต่างยังทำใจไม่ได้กับการจากไปอย่างกะทันหันของเสาหลักของครอบครัว
นางบุญเลิศ เกตุคง อายุ 74 ปี ผู้เป็นยายแท้ ๆ ของนายอภิเดช เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า หลานชายเป็นคนขยัน อดทน และเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เดินทางไปทำงานก่อสร้างกับนายจ้าง โดยบอกกับยายว่าอยากเก็บเงินมาสร้างบ้านหลังใหม่ให้ยาย เพราะบ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรม อีกทั้งยังตั้งใจว่าจะบวชทดแทนพระคุณผู้มีพระคุณหลังจากทำงานเสร็จ
ยายบุญเลิศเล่าว่า ตลอดเวลาที่ไปทำงาน นายอภิเดชจะส่งเงินกลับมาช่วยดูแลครอบครัวและน้อง ๆ ที่กำลังศึกษาอยู่รวม 6 คนอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยคิดว่าหลานชายที่เป็นความหวังของบ้านจะต้องมาจากไปในวัยเพียง 24 ปี
สิ่งที่ทำให้คนในครอบครัวยิ่งสะเทือนใจคือ ก่อนเกิดเหตุไม่นาน นายอภิเดชได้โทรศัพท์ไปบอกรักแม่ของตัวเอง ทั้งที่ปกติไม่เคยพูดคำนี้มาก่อน จนไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นคำบอกรักครั้งสุดท้าย
หลังเกิดเหตุ ครอบครัวเพิ่งได้รับแจ้งข่าวจากทางบริษัทที่นายอภิเดชทำงานอยู่ ซึ่งได้อำนวยความสะดวกจองตั๋วเครื่องบินให้แม่เดินทางไปยังจังหวัดเชียงราย เพื่อรับร่างของลูกชายกลับบ้าน ส่วนกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพนั้น ยังต้องรอให้แม่เดินทางกลับมาก่อน เบื้องต้นคาดว่าจะจัดพิธีที่วัดพุประดู่ ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของครอบครัว ระหว่างการพูดคุย ยายบุญเลิศยังได้นำภาพถ่ายของนายอภิเดชในวัยเพียง 2 ขวบ ซึ่งพกติดตัวไว้ตลอดเวลาออกมาให้ทีมข่าวดู พร้อมพาเดินไปยังห้องนอนของหลานชาย ภายในมีเพียงแคร่ไม้และผ้านวมสำหรับปูนอนเท่านั้น โดยยายเล่าว่า ทุกครั้งที่นายอภิเดชกลับบ้าน จะมานอนอยู่ข้างๆ ยายบนแคร่ไม้หลังนี้เสมอ
Advertisement